
ขายตรงดิ้นฟื้นยอดโค้งสุดท้ายเพิ่มอินเซนทีฟ-อัดโปรโมชัน
เข้าไตรมาสสุดท้ายเดือน ต.ค. ถือเป็นทางตรงต้องเร่งเต็มที่ เพื่อให้ยอดขายปีนี้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ให้มากที่สุด หลังครึ่งปีที่ผ่านมาผู้ประกอบการขายตรงหลายรายบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ปีนี้ถือว่าเป็นปีที่ทำยอดขายยาก เพราะปัจจัยลบจากเศรษฐกิจโลกและในประเทศ ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อช้าลง ปัจจัยลบเหล่านี้กระทบขายตรงหลายแบรนด์ ต้องอัดกิจกรรมตลาดถี่ยิบ ทั้งส่วนของตัวแทนขายและผู้ซื้อ เปิดตัวสินค้าใหม่ รวมไปถึงการเพิ่มอินเซ็นทีฟหรือเปอร์เซ็นต์ให้มากขึ้นเพื่อกระตุ้นยอดขายให้เข้าเป้า
เข้าไตรมาสสุดท้ายเดือน ต.ค. ถือเป็นทางตรงต้องเร่งเต็มที่ เพื่อให้ยอดขายปีนี้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ให้มากที่สุด หลังครึ่งปีที่ผ่านมาผู้ประกอบการขายตรงหลายรายบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ปีนี้ถือว่าเป็นปีที่ทำยอดขายยาก เพราะปัจจัยลบจากเศรษฐกิจโลกและในประเทศ ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อช้าลง ปัจจัยลบเหล่านี้กระทบขายตรงหลายแบรนด์ ต้องอัดกิจกรรมตลาดถี่ยิบ ทั้งส่วนของตัวแทนขายและผู้ซื้อ เปิดตัวสินค้าใหม่ รวมไปถึงการเพิ่มอินเซ็นทีฟหรือเปอร์เซ็นต์ให้มากขึ้นเพื่อกระตุ้นยอดขายให้เข้าเป้า
กิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจปีนี้เหนื่อยกว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากเศรษฐกิจผันผวนตลอดเวลา ต้องเผชิญปัจจัยลบภายนอกจากเศรษฐกิจโลก ภาระหนี้สินต่อครัวเรือนเยอะขึ้น ค่าเงินบาทของไทยที่แข็งค่าขึ้นและกลับมาอ่อน ทำให้ต้องปรับแผนธุรกิจใหม่ เพื่อตั้งรับกับความผันผวนที่จะเกิดขึ้น โดยได้เพิ่มอินเซนทีฟหรือเปอร์เซ็นต์จากการขายให้กับนักขายสูงขึ้นอีก 6%
สำหรับแอมเวย์ ประเทศไทย ที่ดำเนินธุรกิจมานาน 26 ปี และถือว่าเป็นองค์กรที่ก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่ ฐานสมาชิกที่ประกอบธุรกิจมีกว่า 3 แสนราย มีสมาชิกที่ซื้อบริโภคกว่า 7 แสนราย และมีอีกจำนวนมากที่เป็นกลุ่มผู้บริโภค แต่ไม่ได้เป็นสมาชิกกว่าล้านราย การที่จะผลักดันให้เติบโตปีละ 15-20% เหมือนช่วงหลายปีที่ผ่านมาคงยาก ปัจจุบันการเติบโตจึงอยู่ที่ 7-10% โดยปีนี้ยังคงเป้ายอดขายไว้ที่ 1.8 หมื่นล้านบาท จากปีก่อนที่มียอดขาย 1.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งยอดขายจะมาจากในช่วงครึ่งปีหลังเป็นหลัก
นอกจากนี้ บริษัทจะให้ความสำคัญกับการทำตลาดผ่านสื่อประเภทโซเชียลมีเดีย สื่อออนไลน์ เพื่อเจาะไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น ขณะเดียวกันจะเพิ่มศูนย์จำหน่ายสินค้าให้ครอบคลุมทั่วประเทศมากขึ้น โดยสิ้นปีนี้จะเปิดให้ได้ 80 สาขา และปีหน้าจะเปิดอีก 3 แห่ง ซึ่งในกรุงเทพฯ เปิดแล้ว 4 สาขา
พงศ์พสุ อุณาพรหม ผู้อำนวยการใหญ่สายงานการตลาด บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ ผู้บริหารธุรกิจเครือข่ายกิฟฟารีน กล่าวว่า บริษัทเตรียมจัดกิจกรรมตลาดในรูปแบบงานเอ็กซ์โปในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ โดยเริ่มตั้งแต่เดือน ก.ย.ที่ผ่านมา จากเดิมจะจัดงานเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลเท่านั้น เพื่อดันยอดให้ได้เป้า 6,500 ล้านบาท
ขณะเดียวกันยังจัดส่งเสริมการขายเพิ่มมากขึ้น จัดลดราคา การแลกซื้อสินค้าราคาพิเศษ เพื่อกระตุ้นยอด โดยมองว่าช่วงไตรมาสสุดท้ายการแข่งขันจะรุนแรงมากขึ้น ส่วนครึ่งปีแรกรายได้บริษัทโต 8% ต่ำกว่าเป้าหมายที่คาดจะทำได้ 10% เพราะเศรษฐกิจและกำลังซื้อชะลอตัวลง
สุชาดา ธีรวชิรกุล ประธานบริหาร ยูนิลีเวอร์ เน็ทเวิร์ค บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง กล่าวว่า ยูนิลีเวอร์ เน็ทเวิร์ค จะโตเป็น 2 เท่าตัวได้ จะต้องเร่งขยายตลาดไปต่างประเทศมากขึ้น เพิ่มสมาชิกผู้ร่วมธุรกิจ และกลุ่มลูกค้า จากปัจจุบันมีอยู่ 5 แสนราย ในประเทศไทย หากนับรวมประเทศกัมพูชาและมาเลเซีย มีสมาชิก 5.2 แสนราย และรุกหนักด้านการสื่อสารผ่านช่องทางดิจิตอล เพื่อทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนรุ่นใหม่เพิ่มมากขึ้น โดยจะใช้งบสร้างแบรนด์ใหม่เฉพาะในไทยปีนี้ 50 ล้านบาท
“กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสุขภาพมีโอกาสเติบโตสูงมาก ในตลาดเมืองไทยเราก็พยายามเร่งขยายตลาด ขณะเดียวกันก็ได้ปรับการให้ผลตอบแทนสมาชิก หรือ i12(ไอ ทเวลฟ์) โดยเพิ่มผลตอบแทนให้กับสมาชิกขึ้นอีก 56% ตั้งแต่เดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นการปรับใหม่ในรอบ 3 ปี เพื่เป็นการจูงใจสมาชิกให้สมาชิกทำยอดขายเพิ่มขึ้น” สุชาดา กล่าว
ภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทนู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทย และเวียดนาม ระบุว่า เศรษฐกิจชะลออาจกระทบขายตรงบ้าง เพราะผู้บริโภคเลือกใช้จ่ายแต่สิ่งจำเป็นระวังมากขึ้น ทำให้ต้องปรับกลยุทธ์ตลาด
สำหรับการกระตุ้นยอดขายผ่านผู้แทนจำหน่ายสร้างยอดสมาชิกใหม่ด้วยกิจกรรมส่งเสริมการขาย เพื่อให้การเติบโตต่อเนื่องผ่านกิจกรรมอบรมสัมมนา นู สกิน โรดโชว์ และโปรแกรมการท่องเที่ยว
เหล่านี่คือกลยุทธ์ปรับตัวของบรรดาผู้ประกอบการขายตรง เพื่อรับมือกับเศรษฐกิจผันผวน ซึ่งต้องดูว่าการเพิ่มแรงจูงใจหลายด้าน จะผลักดันให้ยอดขายเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งเป้าไว้หรือไม่







