
ส่งซิกเอ็นพีแอลปูด
แบงก์กรุงเทพขยับเพิ่ม4,000ล้านแต่ยังไม่ห่วงสั่งจับตาธุรกิจพืชไร่กุ้ง
แบงก์กรุงเทพขยับเพิ่ม4,000ล้านแต่ยังไม่ห่วงสั่งจับตาธุรกิจพืชไร่กุ้ง
แบงก์กรุงเทพ เผยยอดหนี้เสีย 8 เดือนแรกเพิ่ม 4,000 ล้านบาท คาดปีนี้เอ็นพีแอลยังทรงตัวที่ 2.5%
นายสุวรรณ แทนสถิตย์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า ในรอบ 8 เดือนแรกของปีนี้ ตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล ของธนาคารมีการปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 4,000 ล้านบาท ทำให้เอ็นพีแอลโดยรวมของธนาคารขยับขึ้นจากระดับ 4.1 หมื่นล้านบาทในช่วงสิ้นปีก่อน มาอยู่ที่ระดับ 4.5 หมื่นล้านบาท โดยพบว่าเอ็นพีแอลใหม่ที่เกิดขึ้นมีการกระจายตัวอยู่ในหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจนำเข้าส่งออก ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจกุ้งและสินเชื่อบุคคลบางส่วน
อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังมองว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของเอ็นพีแอลในเวลานี้ยังไม่อยู่ในระดับที่น่ากังวล เนื่องจากเมื่อเปรียบเทียบกับสัดส่วนสินเชื่อของธนาคารที่ขยายตัวราว 6% ในปีนี้ ระดับเอ็นพีแอลโดยรวมของธนาคารก็ยังทรงตัวอยู่ที่ระดับ 2.5% และเชื่อว่าจะอยู่ที่ระดับนี้ไปจนถึงสิ้นปี
“หนี้เอ็นพีแอลใหญ่สุดในปีนี้อยู่ที่ระดับร้อยล้าน ยังไม่มีระดับพันล้าน เศรษฐกิจไม่ได้แย่แบบถล่มทลาย และวันนี้สถานะเงินกองทุนและการบริหารความเสี่ยงของธนาคารก็ต่างจากช่วงวิกฤตครั้งก่อนมาก อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่ได้หลงระเริง เรายังระมัดระวังอยู่ พวกที่ป่วยมานานตั้งแต่น้ำท่วมแล้วเพิ่งมาเจ๊ง หรือธุรกิจโรงแรมที่เจ๊งทั้งที่การท่องเที่ยวโตก็ยังมีให้เห็น” นายสุวรรณ กล่าว
นายสุวรรณ กล่าวอีกว่า กลุ่มธุรกิจที่ธนาคารมองว่าต้องเพิ่มความระมัดระวังในช่วงนี้ คือ กลุ่มเกษตรพืชไร่ กลุ่มธุรกิจกุ้ง ซึ่งราคารับซื้ออาจได้รับผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกันอาจเพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาสินเชื่อโครงการอสังหาริมทรัพย์ในต่างจังหวัด โดยจะเลือกให้เฉพาะผู้ประกอบการที่มีความน่าเชื่อถือ
นายศิริเดช เอื้องอุดมสิน ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ขณะนี้ธนาคารเริ่มเห็นสัญญาณการลงทุนเพื่อขยายกิจการของภาคธุรกิจในต่างจังหวัดมากขึ้น ซึ่งคาดว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากแผนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่จะช่วยพัฒนาระบบคมนาคมในประเทศ ทั้งนี้ พบว่าในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา สินเชื่อในกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีขนาดเล็ก ซึ่งใช้วงเงินสินเชื่อกับธนาคารระหว่าง 30-40 ล้านบาท มีการขยายตัวขึ้นถึง 10% หรือราว 2 หมื่นล้านบาท
นายนิธิศ มนุญพร ผู้อำนวยการสำนักงานธนานุเคราะห์ หรือโรงรับจำนำของรัฐ กล่าวว่า ปัจจุบันอัตราการปล่อยให้ทรัพย์หลุดจำนำมากขึ้น เนื่องจากราคาทองคำปรับลดลง เพราะเดิมราคาทองคำที่ลูกค้ามาจำนำอยู่ที่บาทละ 20,000 บาท พอราคาทองคำรับจำนำลดลงอยู่ที่ 17,000 บาท ลูกค้าก็ยอมที่จะปล่อยให้ทรัพย์หลุดจำนำ แทนที่จะต้องมาเสียดอกเบี้ย ส่วนสถานการณ์รับจำนำช่วงนี้ปกติ เฉลี่ยมีเงินหมุนเวียนการมารับจำนำประมาณ 1,500 ล้านบาท ยังเพียงพอกับความต้องการของลูกค้า
ทั้งนี้ ปัจจุบันราคาทองคำยังมีความผันผวน และมีแนวโน้มในขาลง ซึ่งโรงรับจำนำแต่ละแห่งยังคงอัตราการรับจำนำ โดยโรงรับจำนำของรัฐยังคงรับจำนำทองคำอัตราละ 85% ของราคา หรือรับจำนำบาทละ 16,000 บาท ส่วนสำนักงานสถานธนานุบาล หรือโรงรับจำนำของ กทม. รับจำนำทองคำประมาณ 70% หรือรับจำนำบาทละ 13,000 บาท ในขณะที่โรงรับจำนำเอกชนจะรับจำนำทองคำบาทละ 17,000 บาท แต่ก็คิดอัตราดอกเบี้ย 1.252% ซึ่งสูงกว่าโรงรับจำนำของรัฐ
อย่างไรก็ดี แม้ว่าแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยจะสูงขึ้น แต่โรงรับจำนำของรัฐเชื่อว่าจะบริหารต้นทุนการเงินได้ และไม่ส่งผลให้ต้นทุนการเงินเพิ่มขึ้นมาก เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อิงกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างหวือหวามากนัก







