
เสียงจากเอสเอ็มอี
เตรียมเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการทำตลาดในไตรมาส 4 โดยมีผู้ประกอบการธุรกิจบางแห่งและหน่วยงานรัฐต่างออกมาให้ข้อมูลว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ มีสัญญาณบวกทางเศรษฐกิจเกิดขึ้น จากกำลังซื้อที่เริ่มกระเตื้อง เมื่อเทียบกับ 23 ไตรมาสแรกของปีที่ผ่านมาที่ต้องเผชิญกับกำลังซื้อถดถอยทั้งภายในและต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกาและกลุ่มสหภาพยุโรปที่เศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง
เตรียมเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการทำตลาดในไตรมาส 4 โดยมีผู้ประกอบการธุรกิจบางแห่งและหน่วยงานรัฐต่างออกมาให้ข้อมูลว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ มีสัญญาณบวกทางเศรษฐกิจเกิดขึ้น จากกำลังซื้อที่เริ่มกระเตื้อง เมื่อเทียบกับ 23 ไตรมาสแรกของปีที่ผ่านมาที่ต้องเผชิญกับกำลังซื้อถดถอยทั้งภายในและต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกาและกลุ่มสหภาพยุโรปที่เศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ในฝั่งผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีบางกลุ่มอย่าง ธุรกิจแฟชั่นเครื่องนุ่งห่มและเครื่องหนัง ต่างให้ข้อมูลไปในทิศทางเดียวกันว่า ตลาดหรือกำลังซื้อที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ใช่ภาพที่แท้จริง ด้วยเป็นเพราะไตรมาส 4 ของแต่ละปี ถือเป็นช่วงหน้าขายสินค้าแต่ละประเภทอยู่แล้ว ที่แน่นอนว่ากำลังซื้อจะเห็นความชัดเจนที่ต่อเนื่องมาจากคำสั่งซื้อ (ออร์เดอร์) ที่เกิดขึ้นในไตรมาส 3
ขณะที่ปัจจัยลบสำคัญที่กำลังกระหน่ำผู้ประกอบการธุรกิจกลุ่มนี้คือ นโยบายลดภาษีนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยจากอัตราเดิม 30% นั้น ที่จะเป็นอีกหนึ่งแรงซ้ำเจ้าของธุรกิจกลุ่มนี้ให้ช้ำหนักเข้าไปอีก ซึ่งแนวทางการปรับตัวนั้นก็พอมีอยู่บ้าง โดยเฉพาะการหันมาสร้างแบรนด์ท่ามกลางการแข่งขันสูงในตลาดแฟชั่นแบรนด์จากต่างประเทศ ที่กำลังได้รับอานิสงส์ด้านราคาสินค้าที่ลดลงไปอีกจากนโยบายดังกล่าว
ดังนั้น ก่อนที่ภาครัฐจะประกาศนโยบายดังกล่าวออกมา ก็ควรหามาตรการออกมาช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยด้วยเช่นกัน







