
อีโค โปรดักส์
ปัจจุบันกระแสความต้องการผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากผู้บริโภคกำลังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก
ปัจจุบันกระแสความต้องการผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากผู้บริโภคกำลังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นที่มีการรณรงค์และออกกฎระเบียบข้อบังคับให้สถานประกอบการต้องดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก และนับวันจะยิ่งมีความเข้มข้นขึ้น
ประเทศไทยในฐานะที่เป็นฐานการผลิต ประกอบชิ้นส่วนยานยนต์และส่งออกรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ผู้ประกอบการไทยที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของการผลิตรถยนต์ จึงจำเป็นต้องเรียนรู้และปฏิบัติตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะมันเป็นเทรนด์ของโลกที่กำลังมา
กระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดสัมมนาเรื่อง “ก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานสีเขียวในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์” ขึ้นมา โดยแนวคิดการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานสีเขียว หรือ Green Supply Chain Management เป็นแนวคิดที่ผนวกมิติด้านสิ่งแวดล้อมเข้าไปในสายห่วงโซ่การผลิต ไล่ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การคัดเลือกวัสดุ การควบคุมการผลิต การส่งมอบสินค้า ไปจนถึงการจัดการซากสินค้าและการนำกลับมาใช้ใหม่
กระทรวงอุตสาหกรรมให้การสนับสนุนและส่งเสริมแนวคิดดังกล่าว เพราะทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคตจะเข้าสู่อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) มากขึ้น ที่เห็นได้ชัดเวลานี้คือ นโยบายส่งเสริมการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงาน (อีโคคาร์) รุ่นที่ 2 ซึ่งรายละเอียดเงื่อนไขในการประหยัดพลังงานเข้มข้นขึ้นจากรุ่นแรก
รถอีโคคาร์รุ่นสองจะต้องปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงเหลือ 100 กรัมต่อกิโลเมตร จากเดิมที่กำหนดให้ปล่อยได้ไม่เกิน 120 กรัมต่อกิโลเมตร ขณะเดียวกันก็ต้องประหยัดพลังงาน มีประสิทธิภาพในการวิ่งสูงขึ้นเป็น 4.3 ลิตรต่อกิโลเมตรจากเดิมกำหนดที่ 2.5 ลิตรต่อกิโลเมตร
นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมยังมีโครงการสถานประกอบการสีเขียว โดยเปิดให้ผู้ประกอบการที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ ซึ่งมีมาตรการจูงใจให้สถานประกอบการเข้าร่วมโครงการด้วยการให้สิทธิประโยชน์ในการยกเนค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการ สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการงลงทุน (บีโอไอ) ขณะเดียวกันก็ยังเป็นการประชาสัมพันธ์สถานประกอบการไปในตัวสำหรับลำดับขั้นตอนในการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียวที่กระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดไว้นั้นมี 5 ขั้น ได้แก่
ขั้นที่ 1 ความมุ่งมั่นสีเขียว คือ การตกลงร่วมกันภายในองค์กรว่าจะมีแผนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง
ขั้นที่ 2 ปฏิบัติการ คือ การนำแผนด้านสิ่งแวดล้อมที่ตกลงร่วมกันภายในองค์กรมาปฏิบัติให้เห็นผลเป็นรูปธรรม
ขั้นที่ 3 ระบบสีเขียว คือ การทบทวนระบบประหยัดพลังงานและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมภายในองค์กรอย่างต่อเนื่อง
ขั้นที่ 4 วัฒนธรรมสีเขียว คือ การตรวจสอบประเมินผลภายในองค์กร เพื่อสร้างจิตสำนึกภายในองค์กรให้มีใจรักสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการมีจิตสำนึกในการประหยัดพลังงาน
ขั้นที่ 5 เครือข่ายสีเขียว คือ การขยายความร่วมมืออกไปยังสถานประกอบการอื่นๆ ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงหรือสถานประกอบการที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานการผลิต เพื่อสร้างเป็นเครือข่ายระหว่างกัน
ล่าสุดมีสถานประกอบการที่สมัครเข้าร่วมโครงการอุตสาหกรรมสีเขียวแล้ว 1 หมื่นราย ส่วนใหญ่กว่า 3,500 ราย ยังอยู่ในขั้นที่ 1 และมีเพียง 30 ราย ที่อยู่ในขั้นที่ 4 โดยกระทรวงอุตสาหกรรมมีเป้าหมายชักชวนสถานประกอบการเข้าร่วมโครงการ 7 หมื่นราย ภายในปี 2561
อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมที่เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานสีเขียวในอนาคตนอกจากจะช่วยลดต้นทุนในการผลิต การดำเนินลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้แล้ว ยังสามารถช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและลดความขัดแย้งระหว่างสถานประกอบการกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มมาร์จินให้กับองค์กรด้วย เพราะเมื่อสินค้าเหมือนกัน ราคาเท่ากัน แต่มีความต่างที่เป็นสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (อีโค โปรดักส์) ก็เชื่อว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่คงตัดสินใจเลือกซื้อได้ไม่ยาก
ทั้งหมดนี้เป็นความพยายามของภาครัฐและภาคเอกชนให้เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานสีเขียวในภาคอุตสาหกรรม เพื่อรองรับความต้องการของตลาดโลกในอนาคต ซึ่งขณะนี้ก็เริ่มมีการพูดถึงเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม “Green GDP”กันบ้างแล้ว







