posttoday
ธุรกิจรองเท้าไทยถึงยุคการวางตำแหน่งใหม่ (ตอน 1)

ธุรกิจรองเท้าไทยถึงยุคการวางตำแหน่งใหม่ (ตอน 1)

26 กันยายน 2556

ธุรกิจรองเท้าไทยถึงยุคของการวางตำแหน่งใหม่

ธุรกิจรองเท้าไทยถึงยุคของการวางตำแหน่งใหม่

ธุรกิจรองเท้าเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มักจะได้รับการคาดหมายให้เป็นธุรกิจดาวร่วงในช่วงระยะหลังนี้มาโดยตลอด ซึ่งเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ก็นับว่ามีความถูกต้องอยู่ไม่น้อย

ตลอดระยะเวลา 23 ปีที่ผ่านมา ผู้ผลิตรองเท้าไทยประสบภาวะขาดทุนต่อเนื่อง โดยสมาคมรองเท้าไทยเคยให้ข้อมูลว่าผู้ประกอบการได้ทยอยปิดกิจการไปแล้วกว่า 2,000 ราย จากเดิมมีผู้ผลิตกว่า 4,000 ราย ส่วนใหญ่เป็นกิจการขนาดกลางที่เน้นตลาดส่งออกและในประเทศ

สาเหตุเกิดขึ้นจากหลายปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นยอดคำสั่งซื้อจากต่างประเทศลดลงไปมากกว่าครึ่งจากความไม่เชื่อมั่นในภาวะเศรษฐกิจโลก รวมถึงการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนที่มีศักยภาพกว่าไทย อาทิ จีน และเวียดนาม เป็นต้น

ขณะที่ตลาดในประเทศยอดขายรองเท้าลดลงถึง 70% โดยเกิดจากอุปสงค์ภายในประเทศที่ลดลงจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น ภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจยังไม่กระเตื้องมากนัก รวมไปถึงเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศที่ยังพร้อมจะถูกสั่นคลอนได้ตลอดเวลา

แม้ว่าในปัจจุบันไทยจะเป็นแหล่งรับจ้างผลิตหนังฟอก รองเท้าและเครื่องหนัง ให้กับประเทศแถบยุโรป โดยถือเป็นประเทศผู้ผลิตที่มีความโดดเด่นในด้านความประณีตและความละเอียดในการผลิต ทำให้คุณภาพของสินค้านั้นมีคุณภาพที่ดี และเป็นที่พอใจของประเทศผู้นำทางด้านเครื่องหนัง โดยเฉพาะรองเท้า ซึ่งไทยมีการส่งออกมากที่สุดในเครื่องหนังทั้งหมด

แต่ด้วยความที่ไทยเป็นเพียงโรงงานผู้ผลิตรองเท้า (OwnEquipment Manufacturing) ที่ไม่มีแบรนด์เป็นของตนเอง โดยมีสัดส่วนสูงถึง 80% ของผู้ผลิตรองเท้าทั้งหมด ในขณะที่มีไม่ถึง 5% ที่เป็นเจ้าของแบรนด์ (OwnBrand Manufacturing : OBM) ในตลาดเท่านั้น

ทำให้ปัจจุบันเราตกอยู่ในสภาวะ “กลับตัวไม่ได้ เดินต่อไปก็ไปไม่ถึง” (Nut Cracker) คือถูกบีบจากทางหัวและทางท้าย

นั่นคือยังไม่สามารถพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพและความแตกต่างในด้านดีไซน์เหมือนผู้นำในตลาดบน (Brand Name) อย่าง อิตาลี และฝรั่งเศส ที่เป็นเจ้าของตราสินค้าชั้นนำระดับโลก เป็นศูนย์กลางแฟชั่นการออกแบบเครื่องหนัง และเป็นผู้นำการออกแบบแฟชั่นรองเท้าและเครื่องหนัง รวมทั้งการฟอกหนัง โดยอิตาลีจะเก่งในด้านรองเท้าและเครื่องหนังคุณภาพสูง ในขณะที่ฝรั่งเศสจะเป็นเจ้าของตราสินค้าชั้นนำ โดยเฉพาะกระเป๋าแบรนด์เนมทั้งหลาย

(อ่านต่อฉบับหน้า)

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก