
แฉประชาพิจารณ์น้ำรัฐบาลผิดกม.
กบอ.เร่งทำ36จวิศวกรรมสถานชี้ยังไม่มีแผนแม่บท
กบอ.เร่งทำ36จวิศวกรรมสถานชี้ยังไม่มีแผนแม่บท
วสท.ชำแหละเวทีประชาพิจารณ์โครงการน้ำ เผยรัฐยังไม่มีแผนแม่บท เปิดรับฟังความคิดเห็นไม่ได้
นายสุวัฒน์ เชาว์ปรีชา นายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) กล่าวในงานสัมมนา ผ่าแผน กบอ. เวทีการบริหารจัดการน้ำทั่วประเทศ “ประชาสัมพันธ์หรือประชาพิจารณ์” ซึ่งจัดร่วมกับสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และเครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมว่า เพื่อสร้างความเข้าใจต่อสังคม หลังจากที่ กบอ.เตรียมเปิดเวทีประชาพิจารณ์โครงการจัดการน้ำ 36 จังหวัด โดยมีเป้าหมายให้มีผู้เข้าร่วม 4 หมื่นคน งบประมาณกว่า 184 ล้านบาท เริ่มจาก จ.ลำพูน เป็นที่แรก วันที่ 7 ต.ค.นี้
การจัดทำประชาพิจารณ์ ในขณะที่ภาครัฐยังไม่มีแผนแม่บทโครงการบริหารจัดการน้ำที่ชัดเจน ยังไม่มีการให้ข้อเท็จจริงกับท้องถิ่นทั้งในจังหวัดนั้นๆ และจังหวัดเชื่อมโยง อาจไม่ถูกต้องนัก สะท้อนให้เห็นว่า โครงการดังกล่าวผิดหลักการ ผิดทั้งในเชิงหลักวิศวกรรม หลักทางกฎหมาย หลักการมีส่วนร่วมภาคประชาชน และหลักความโปร่งใส โดย วสท.ขอยืนยันว่า สนับสนุนการจัดทำโครงการบริหารจัดการน้ำ แต่ต้องดำเนินการในแบบที่ถูกต้อง
นายสุวัฒนา จิตตลดากร ประธานอนุกรรมการสาขาวิศวกรรมแหล่งน้ำ วสท. กล่าวว่า ประเทศไทยยังไม่มีแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำ โดยโครงการ 9โมดูลที่รัฐบาลได้ประมูลไปแล้ว ไม่ถือว่าเป็นแผนแม่บท เพราะแผนแม่บทต้องเกิดจากการที่รัฐบาลเปิดเวทีระดมความคิดเห็นภาคประชาชนทุกส่วนที่เกี่ยวข้องว่า สิ่งที่คนท้องถิ่นต้องการคืออะไร และหากทำแล้วกระทบกับคนในจังหวัดใกล้เคียงอย่างไร แล้วนำมาจัดทำเป็นแผนแม่บท
“เมื่อรัฐบาลมีแผนแม่บทแล้ว ค่อยเปิดให้เอกชนเข้ามาประมูลตามแผนนั้น แล้วก็ต้องทำอีเอชไอเอ หรือรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ ซึ่งในกระบวนการนี้ จะต้องทำประชาพิจารณ์อีกหลายครั้ง เพื่อให้ได้ข้อสรุปในทางเดียวกัน ไม่ใช่เปิดให้เอกชนคิดแผน ประมูลงาน แล้วไปถามภาคประชาชน” นายสุวัฒนา กล่าว
นายปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า เวลานี้โครงการน้ำไม่มีรายละเอียดใดที่ชัดเจนเลย แล้วรัฐจะนำข้อมูลอะไรไปถามความคิดเห็นกับชาวบ้าน สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลไม่มีแผนแม่บท มีแต่แผนอยากจะทำ แม้แต่เปิดฟังความคิดเห็นภาคประชาชนก็ทำไม่ถูกต้อง
นายศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวว่า จากการศึกษาขั้นตอนการทำประชาพิจารณ์ หรือ Public Clearing ควรมี 8 ขั้นตอนที่ดึงภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริงต้องมีกระบวนการให้ข้อมูลอย่างละเอียด จะทำอะไรบ้าง พร้อมเปิดให้หารือร่วมกันทุกฝ่ายจากนักวิชาการด้านต่างๆ และภาคประชาชน ไม่ใช่จัดเวทีเปิดลานกว้าง ดึงคนมาร่วมฟังให้ได้ตามเป้าหมาย แล้วก็สรุปเอาว่า นี่คือการทำประชาพิจารณ์เรียบร้อยแล้ว
ขณะที่นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิการจัดการน้ำแบบบูรณาการ กล่าวว่า การเปิดรับฟังความคิดเห็นภาคประชาชนต้องใช้เวลา ไม่ใช่ทำให้จบภายใน 1 วัน เช่น จังหวัดนครสวรรค์ ตามแผนงานจะมีการสร้างโครงการป้องกันน้ำมากถึง 5 โมดูล จะใช้เวลาในการสรุปความคิดเห็นประชาชนใน 1 ได้อย่างไร เพราะหากดูกรณีเขื่อนแม่วงก์ ยังใช้เวลาในการพูดคุย หารือไม่ต่ำกว่า 45 วัน แต่นี่ 5 โมดูล และบางโมดูล มีการสร้างเขื่อนถึง 18 เขื่อน แต่ให้ประชาชนยกมือเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยภายในวันเดียว
นอกจากนี้ กระบวนการรับฟังความคิดเห็นโครงการน้ำของภาครัฐ ยังกำหนดกรอบให้ทำประชาพิจารณ์เฉพาะจังหวัดที่จะมีโครงการเท่านั้น ทั้งที่ในความเป็นจริง โครงการเหล่านี้ มีผลกระทบกับจังหวัดอื่นๆ ที่เชื่ือมโยงกัน เช่น โครงการ A5 ฝั่งตะวันตก เป็นโครงการที่สร้างผลกระทบมากกว่า 1 จังหวัด เริ่มจากแม่กลอง ยาวไปจนถึงจังหวัดที่มีลุ่มน้ำเชื่อมโยงกัน ประเด็นเหล่านี้ จะรับฟังความคิดเห็นเฉพาะคนในจังหวัดนั้นๆ ได้อย่างไร
นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กล่าวว่า การทำประชาพิจารณ์ควรเป็นเวทีที่ระดมความคิดเห็นของภาคประขาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ทำตามขั้นตอน โดยหากใช้พื้นฐานน้ำท่วมเมื่อปลายปี 2554 พบว่า น้ำท่วมใน 65 จังหวัด แต่ทำไมจึงทำประชาพิจารณ์เพียง 36 จังหวัด ภายใต้งบประมาณที่มากถึง 184 ล้านบาท มีเป้าหมาย 4 หมื่นคน เฉลี่ยงบประมาณต่อคนอยู่ที่ 4,600 บาท ถือว่าสูงมาก
ทางด้านตัวแทนภาคประชาชนจากจังหวัดลำพูน ซึ่งจะเป็นจังหวัดแรกตามกำหนดการของการทำประชาพิจารณ์โครงการบริหารจัดการน้ำ กล่าวว่า ตามหลักการก่อนทำประชาพิจารณ์ จะต้องมีการแจ้งล่วงหน้าก่อน 15 วัน แต่ขณะนี้ ยังไม่มีการแจ้งกับภาคประชาชนอย่างเป็นทางการ อาจถือการทำประชาพิจารณ์ครั้งนี้เป็นโมฆะได้ ซึ่งหากดูจากการดำเนินการจัดเวทีประชาพิจารณ์ของภาครัฐ เหมือนการจัดเวทีประชาสัมพันธ์ข้อมูลมากกว่ารับฟังความคิดเห็น เพราะถ้ารับฟัง หากประชาชนไม่เห็นด้วย รัฐต้องหยุด แต่งานนี้ดูเหมือนไม่ใช่
นอกจากนี้ ภาคประชาชนในอีกหลายจังหวัด เช่น กบินทร์บุรี นครปฐม ปทุมธานี หวังให้เครือข่ายจากส่วนกลางช่วยทำข้อมูลแบบง่ายๆ เช่น ทำกราฟฟิกเสนอข้อมูลโครงการน้ำของรัฐ ผลกระทบต่างๆ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจได้ง่ายขึ้น เพราะเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทของรัฐ ในขณะที่ใกล้ถึงเวลาต้องเข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นแล้ว
ขณะที่นักเคลื่อนไหวด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมมีความคิดเห็นแตกออกเป็น 2 แนวทาง คือ 1. แนะท้องถิ่น ห้ามล้มเวทีประชาพิจารณ์ โดยให้ประชุม หารือแนวทางก่อน พร้อมกำหนดยุทธศาสตร์ในการนำเสนอข้อมูลกับเจ้าหน้าที่รัฐในวันประชาพิจารณ์จริง และ 2. เสนอให้ล้มเวทีประชาพิจารณ์
ทั้งนี้ มองว่ารัฐบาลกำลังใช้คำตัดสินของศาลปกครองที่ระบุว่าให้ทำประชาพิจารณ์ก่อนเป็นข้ออ้างในการเปิด 36 เวทีทั่วประเทศในครั้งนี้ และท้ายที่สุด ไม่ว่าจะมีคนไม่เห็นด้วยมากเพียงใด โดยโครงสร้างกฎหมาย ก็จะถือว่ารัฐได้ผ่านกระบวนการทำประชาพิจารณ์ไปแล้ว จึงควรฟ้องให้ศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราว หยุดทำประชาพิจารณ์ครั้งนี้







