posttoday
ให้พนักงานทุกระดับ‘คิดบวก’

ให้พนักงานทุกระดับ‘คิดบวก’

24 กันยายน 2556

เมื่อไปสัมภาษณ์คุณบุญเกียรติ โชควัฒนา CEO ของบริษัท ICC ในเครือของสหพัฒนพิบูล ผู้เขียนได้ยินคำว่า “คิดบวก” หลายครั้งมาก การ “คิดบวก” ของคุณบุญเกียรติ ไม่ได้หมายความว่า เห็นอะไรตรงหน้าแล้วให้นึกว่าดีทั้งหมด แต่ “คิดบวก” คือ การแสวงหาวิธีเอาชนะอุปสรรคและพิชิตเป้าหมายให้ได้สำเร็จ ผู้เขียนนึกถึงประโยคของคุณวินทร์ เลียววาริณ นักเขียนที่เคยได้เขียนไว้ว่า “ความสำเร็จส่วนใหญ่มาจากการมองว่าเป็นไปได้ ขณะที่คนอื่นมองว่าเป็นไปไม่ได้” นั่นคือแนวทางการ “คิดบวก” เช่นเดียวกัน

เมื่อไปสัมภาษณ์คุณบุญเกียรติ โชควัฒนา CEO ของบริษัท ICC ในเครือของสหพัฒนพิบูล ผู้เขียนได้ยินคำว่า “คิดบวก” หลายครั้งมาก การ “คิดบวก” ของคุณบุญเกียรติ ไม่ได้หมายความว่า เห็นอะไรตรงหน้าแล้วให้นึกว่าดีทั้งหมด แต่ “คิดบวก” คือ การแสวงหาวิธีเอาชนะอุปสรรคและพิชิตเป้าหมายให้ได้สำเร็จ ผู้เขียนนึกถึงประโยคของคุณวินทร์ เลียววาริณ นักเขียนที่เคยได้เขียนไว้ว่า “ความสำเร็จส่วนใหญ่มาจากการมองว่าเป็นไปได้ ขณะที่คนอื่นมองว่าเป็นไปไม่ได้” นั่นคือแนวทางการ “คิดบวก” เช่นเดียวกัน

เมื่อเรามองลึกย้อนไปในหลายๆ ตัวอย่าง จะเห็นว่า “การคิดบวก” นั้น คือ พลังอันยิ่งใหญ่ที่ส่งให้คนบางคนทำงานที่สำคัญให้สำเร็จได้อย่างน่าทึ่งอย่างไม่น่าเชื่อ ลองดูนักเดินทางอย่างโคลัมบัสสิคะ เขาเป็นนักเดินเรือมือเปล่า เดินทางไปที่โน่นที่นี่เพื่อหาเรือที่จะเดินทางไปอินเดียในเส้นทางที่ไม่มีใครเคยไป เขาไปขอเรือเดินทางที่ราชสำนักโปรตุเกสแต่ถูกปฏิเสธ แต่เขาก็ไม่ท้อถอย เพราะเขา “คิดบวก” ในที่สุดเขาก็ได้รับการอุปถัมภ์จากราชสำนักสเปน

มองดูอย่าง โทมัส เอดิสัน สิคะ การทดลองของเขาล้มเหลวนับพันๆ ครั้ง แต่เขาก็สามารถประดิษฐ์งานออกมาได้มากมาย เพราะเขา “คิดบวก” และแก้ไขความผิดพลาดไปเรื่อยๆ จนงานสำเร็จออกมาได้ มองดู สตีฟ จ็อบส์ สิคะ เขาคิดว่าสิ่งที่อยู่ในมือของคนยุคต่อไปจะเป็นมากกว่าโทรศัพท์ และบริษัทของเขาก็ทำมันขึ้นมาได้

โจทย์ที่ทุกคนเหล่านั้นแก้ไขไปได้ล้วนเป็นโจทย์ที่ยากทั้งสิ้น เป็นโจทย์ที่หลายคนคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่ “ขณะที่คนอื่นมองว่าเป็นไปไม่ได้ คนเหล่านั้นมองว่าเป็นไปได้” เพราะพวกเขา “คิดบวก” ค่ะ เมื่อ “คิดบวก” แล้วก็ต้องหาหนทางให้มันเป็นไปให้ได้

การ “คิดบวก” จึงเป็นการหาวิธีลดเงื่อนไขของความเป็นไปไม่ได้ และส่งผลที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ เมื่อใดที่คนอื่นเห็นคน “คิดบวก” ก็จะมีคนอยากมาช่วยเหลือ ลองเปรียบเทียบดูสิคะว่า เมื่อเราเห็นคนไม่มีแขนไม่มีขาแต่ดิ้นรนเลี้ยงชีวิต กับเห็นคนไม่มีแขนไม่มีขาอีกคนแต่นั่งขอทาน เราอยากจะช่วยเหลือคนไหนมากกว่ากัน? เราก็อยากช่วยเหลือคนที่ “คิดบวก” คือ คนที่ดิ้นรนเลี้ยงชีวิตมากว่าใช่ไหมคะ ถ้าเราช่วยให้เขารอด เขาก็อาจทำอะไรที่เป็นประโยชน์ให้แก่ชีวิตและสังคมได้อีก

การ “คิดบวก” เป็นอุดมคติสำหรับคนที่ต้องการทำงานทุกระดับ ทุกองค์กรควรสร้างวัฒนธรรมแห่งการ “คิดบวก” ขึ้นมาให้ได้ ผู้นำต้องหาโอกาสแสดงลักษณะการ “คิดบวก” ให้พนักงานในองค์กรสัมผัสได้โดยวิธีการใดก็ได้ ผู้นำที่เก็บเนื้อเก็บตัวเกินไป จะไม่ได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือจากพนักงาน

ผู้นำที่แสดงให้พนักงานเห็นลักษณะของคน “คิดบวก” ย่อมทำให้คนในองค์กรอุ่นใจ เชื่อมั่นว่าสามารถพาองค์กรให้อยู่รอด ทำให้พนักงานเกิดความหวังร่วมไปกับเขาด้วย และจะร่วมสนับสนุนให้กำลังใจ

การอยู่กับคน “คิดบวก” นั้น คือ การอยู่กับคนที่มีอนาคตที่ใครๆ ก็อยากช่วยเหลือ หนังสือ CAN DO! ของ Ben Tiggilaar เนื้อหากล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมพนักงานในองค์กร มีหลักวิธีการคิดและการทำงานแบบ “คิดบวก” พร้อมแบบฝึกหัดมากมาย

เขามุ่งไปในการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของพนักงานทุกระดับ ให้พนักงานช่วยกันสร้างและออกแบบวัฒนธรรมองค์กรที่ดีขึ้นมา ร่วมกันสร้างจิ๊กซอว์ตั้งแต่จุดแรกไปถึงจุดสุดท้ายของวัฒนธรรมองค์กรและหลักการทำงานที่สำคัญๆ ให้ได้ โดยให้เขียนออกมาเป็นรูปแบบที่ชัดเจน และที่สำคัญคือการฝึกให้พนักงานคิดให้มากกว่าสิ่งที่องค์กรอื่นทำ คล้ายกับสิ่งที่เรียกว่า Beyond Expectation ตรงนี้แหละค่ะ คือ บุคคลที่อยู่ภายนอกองค์กรรวมทั้งลูกค้าจะสามารถสัมผัสส่วนที่เป็นการเรียกว่า “คิดบวก” ขององค์กรได้ ซึ่งจะส่งผลย้อนกลับมาให้พนักงานได้รับความพึงพอใจและอิ่มเอมใจกับสิ่งที่พวกตนร่วมกันคิดขึ้น องค์กรไหนอยากทำ ก็น่าทำเหมือนกันค่ะ n

(อ่านต่อวันอังคารหน้าค่ะ)

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค