posttoday
เงินกู้ 2 ล้านล้านต่อลมหายใจเอเอ็มอีภูธร

เงินกู้ 2 ล้านล้านต่อลมหายใจเอเอ็มอีภูธร

24 กันยายน 2556

แม้ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท จะผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่ 3 แล้ว และเตรียมเสนอวุฒิสภา แต่ดูเหมือนว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ยังต้องเผชิญความเสี่ยงและมีความไม่แน่นอน เนื่องจาก สส.ฝ่ายค้านและ สว.บางกลุ่มเตรียมยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

แม้ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท จะผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่ 3 แล้ว และเตรียมเสนอวุฒิสภา แต่ดูเหมือนว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ยังต้องเผชิญความเสี่ยงและมีความไม่แน่นอน เนื่องจาก สส.ฝ่ายค้านและ สว.บางกลุ่มเตรียมยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

อย่างไรก็ดี ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี (TMB Analytics) ประเมินว่า หากการลงทุนภายใต้ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทมีผลบังคับใช้ จะส่งผลให้มีการกระจายงานก่อสร้างไปทั่วประเทศเป็นเม็ดเงิน 1.52 ล้านล้านบาท และจะช่วยพยุงสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีสัญญาณชะลอตัวชัดเจนให้ขยายตัวดีขึ้น หลังไตรมาส 2 ขยายตัวเพียง 2.8% และคาดว่าไตรมาส 3 จะขยายตัวที่ 3.2% เท่านั้น ขณะที่แผนลงทุนภาครัฐ 2 ล้านล้านบาท จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป และวางรากฐานโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศขนานใหญ่อีกด้วย

“การลงทุนภาครัฐครั้งนี้ เม็ดเงินก่อสร้างสูงถึง 1.52 ล้านล้านบาท จะกระจายไปยังภาคต่างๆ ทั่วประเทศ โดยหากไม่นับเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ภาคที่ได้รับเม็ดเงินก่อสร้างสูงสุด คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3.33 แสนล้านบาท ตามด้วยภาคกลาง 3.26 แสนล้านบาท และภาคเหนือ 1.67 แสนล้านบาท”

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี มองว่า มีความเป็นไปได้สูงที่การเบิกจ่ายเงินลงทุนอาจล่าช้า โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่มีเม็ดเงินลงทุนสูง และต้องมีการศึกษาวางแผนและผ่านกระบวนการอีกหลายขั้นตอน ดังนั้น ศูนย์ฯ จึงเสนอว่า รัฐบาลควรมีแผนลงทุนโครงการขนาดเล็กที่น่าจะเริ่มดำเนินการได้เร็วกว่า เพื่อทำให้งบก่อสร้างสามารถออกไปสู่เศรษฐกิจภูธรได้เร็วขึ้น และจากข้อมูลพบว่า โครงการขนาดเล็กที่น่าเริ่มดำเนินการได้เร็วในปี 2557 มีจำนวน 61 โครงการ จากโครงการทั้งหมด 110 โครงการ มูลค่าการก่อสร้างประมาณ 2.24 แสนล้านบาท

ขณะที่ผลกระทบจากการลงทุนโครงการ 2 ล้านล้านบาทนั้น ศูนย์ฯ คาดการณ์ว่า หากเม็ดเงินลงทุนดังกล่าวมีการเบิกจ่ายได้รวดเร็ว จะส่งผลดีกับหลายกลุ่มธุรกิจ รวมถึงธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ด้วย โดยเอสเอ็มอีกลุ่มแรกที่จะได้ผลดีจากการก่อสร้างโครงการต่างๆ คือ กลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยเฉพาะกลุ่มผู้รับเหมาฯ ที่มีคุณสมบัติและมีประสบการณ์ก่อสร้างโครงการภาครัฐ กลุ่มผู้รับเหมาฯ รายกลางและเล็กที่มีโอกาสประมูลงานหรือรับเหมาสัญญาย่อยจากกลุ่มผู้รับเหมาฯ ขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นเช่นกัน

ปัจจุบัน มีผู้รับเหมาก่อสร้างทั่วประเทศ 40,018 ราย ที่มีโอกาสรับอานิสงส์จากเม็ดเงินก่อสร้างผ่านโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ ในแต่ละจังหวัด

ส่วนกลุ่มที่ได้รับประโยชน์ถัดมา คือ กลุ่มวัสดุก่อสร้างทั่วประเทศที่มีจำนวน 1.81 หมื่นราย แบ่งเป็นผู้ผลิต 2,513 ราย ผู้ค้าส่งค้าปลีก 1.56 หมื่นราย เพราะจะมียอดผลิตและยอดขายวัสดุก่อสร้าง เช่น ปูนซีเมนต์ เสาเข็ม หิน ทราย เหล็ก เพิ่มสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากธุรกิจค้าวัสดุก่อสร้าง กำลังเผชิญความท้าทายจากกลุ่มค้าปลีก ค้าส่งวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ ที่รุกขยายสาขาไปยังภูมิภาคต่างๆมากขึ้น ดังนั้น นอกจากเอสเอ็มอี กลุ่มนี้ต้องปรับตัวเพื่อหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ จากงบลงทุน 2 ล้านล้านบาทแล้ว ยังต้องเตรียมตัวให้พร้อมรับการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย

ด้าน กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ยอมรับว่า หากการลงทุนโครงการ 2 ล้านล้านบาทมีความล่าช้า เนื่องจากการยื่นร่างกฎหมายให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ จะมีผลกระทบต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และแทนที่เมื่อกฎหมายผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาแล้วก็น่าจะดำเนินการได้ทันที แต่กลับลงทุนไม่ได้ เพราะมีการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ

“เรื่องนี้อยากให้ฟังเสียงส่วนใหญ่ด้วย ส่วนตัวผมคาดหวังให้กฎหมายผ่านความเห็นชอบของสภา เพื่อนำไปดำเนินการได้โดยเร็ว เพราะเรื่องเศรษฐกิจและเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ควรเร่งรัดดำเนินการโดยเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งผมยอมรับว่าเป็นห่วงทุกเรื่อง ที่อาจทำให้เกิดความล่าช้า ทั้ง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท และร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2556 ที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาไปแล้ว แต่ยังไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้เนื่องจากมีผู้ไปร้องให้ตีความกฎหมาย” กิตติรัตน์ กล่าว

กิตติรัตน์ กล่าวถึงร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2557 ว่า การที่มีผู้ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย 23 มาตรา แต่กลับกลายเป็นว่ากฎหมายทุกมาตราต้องหยุดชะงักไปหมด ทำให้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณใช้ไม่ทันวันที่ 1 ต.ค. 2556 ส่งผลให้งบลงทุนโครงการใหม่เบิกจ่ายงบไม่ได้

“ตอนนี้หน่วยงานราชการเหน็บผมว่า ให้พวกเขาเตรียมความพร้อม แต่รัฐบาลไม่พร้อมนำกฎหมายงบประมาณมาส่งให้เขาดำเนินการ” กิตติรัตน์ ทิ้งท้าย

นายกิตติรัตน์ ยังกล่าวถึงการแถลงผลงาน 1 ปีต่อรัฐสภา ว่า ได้เตรียมความพร้อมชี้แจงโครงการต่างๆที่ฝ่ายค้านจะอภิปรายแล้ว โดยเฉพาะนโยบายคืนภาษีในโครงการรถยนต์คันแรก ยินยันว่า รัฐบาลไม่ได้นำเงินภาษีประชาชนส่วนใหญ่ไปจ่ายคืนผู้ที่ซื้อรถยนต์ แต่เงินดังกล่าว เป็นเงินภาษีของผู้ที่ซื้อรถเอง และได้ครอบครองรถยนต์จนครบเวลา 1 ปี ส่วนนโยบายอื่นๆ เช่น การดูแลสถานการณ์ราคาสินค้า ก็ยอมรับว่า มีบางช่วงเท่านั้นที่ราคาสินค้ามีราคาสูงขึ้น เช่น ไข่ไก่ แต่ก็สูงขึ้นเพียงบางช่วงเท่านั้น และในช่วงที่ราคาตกต่ำผู้ที่เดือดร้อนก็คือผู้เลี้ยงไก่ไข่ จึงอยากให้เห็นใจและรับทราบถึงเหตุผลด้วย

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ