posttoday
ไทยแลนด์ 2020 จุดเปลี่ยนประเทศไทย

ไทยแลนด์ 2020 จุดเปลี่ยนประเทศไทย

23 กันยายน 2556

การพิจารณาของรัฐสภาเกี่ยวกับ พ.ร.บ.กู้เงินพัฒนาโครงสร้างระบบคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. 2556-2563 หรือเรียกง่ายๆ ว่า พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ได้ผ่านวาระพิจารณาของสภาผู้แทนฯ ไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

การพิจารณาของรัฐสภาเกี่ยวกับ พ.ร.บ.กู้เงินพัฒนาโครงสร้างระบบคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. 2556-2563 หรือเรียกง่ายๆ ว่า พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ได้ผ่านวาระพิจารณาของสภาผู้แทนฯ ไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

ส่วนประเด็นด้านวินัยการคลัง กรอบกฎหมาย ขัดหรือไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ก็คงไปติดตามจากข่าวในสื่อมวลชน ซึ่งก็คงมีการวิพากษ์วิจารณ์กันหลากหลายความเห็น แต่ประเด็นที่ผมในฐานะนักโลจิสติกส์อยากจะพูดคุย คือเรื่องที่เกี่ยวกับการลงทุนในโครงการหรือยุทธศาสตร์พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งถือเป็นเมกะโปรเจกต์ที่ใช้เม็ดเงินลงทุนสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของไทย ครอบคลุมทุกรูปแบบการขนส่ง

การลงทุนในเมกะโปรเจกต์ครั้งนี้ของรัฐบาล ซึ่งใช้เงินจำนวนมากถึง 2 ล้านล้านบาท ผูกพันเป็นระยะเวลา 7 ปี ถือเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงปริมาณ หรือเรียกว่าเป็นคิวอีของไทยก็ไม่น่าจะแปลก (Quantitative Easing) เพราะเป็นช่วงที่ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว

แต่ก็อย่าเพิ่งคาดหวังว่าจะทำให้เศรษฐกิจของไทยพุ่งกระฉูดในช่วงระยะเวลาสั้น เพราะเม็ดเงินที่ใช้จริงจะเป็นการทยอยลงทุน อีกทั้งยังต้องมีกระบวนการและขั้นตอนอีกมาก เนื่องจากเงินที่ใช้ในโครงการนี้ทั้งหมดเป็นเงินกู้ กว่าจะมีเม็ดเงินได้จริง ก็น่าจะเป็นหลังไตรมาส 1 หรือกลางไตรมาส 2 ของปี 2557

ปรากฏการณ์ที่จะเกิดกับประเทศไทยเป็นอันดับแรกจะเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นที่สูงขึ้น เพราะที่ผ่านมาความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมลดลงอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้เม็ดเงินลงทุนจริงอาจจะต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน แต่การสนองตอบต่อระบบเศรษฐกิจก็เริ่มเห็นชัดเจน สะท้อนจากสถาบันการเงินต่างๆ โดยเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่ออกมาขานรับพร้อมที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการปล่อยกู้ให้กับโครงการเหล่านี้

ส่วนข้อกังวลของผมในฐานะเป็นนักธุรกิจรายย่อยเกี่ยวข้องกับปัญหาสภาพคล่องในระบบ เพราะรัฐบาลมาแข่งแย่งกู้กับเอกชนแต่สมาคมที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงิน รวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ออกมายืนยันว่าจะไม่ทำให้เกิดปัญหาสภาพคล่องตึงตัว เพราะเป็นการทยอยปล่อยกู้ แต่ผมก็ยังอดกังวลไม่ได้เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยที่จะสูงขึ้น ซึ่งจะกระทบกับกลุ่มผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย หรือ SMEs โดยเฉพาะการปล่อยสินเชื่อ

ข้อดีที่จะติดตามมาจากโครงการลงทุนครั้งใหญ่ของไทยครั้งนี้จะส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย ซึ่งรัฐบาลแจงว่าจะมีส่วนทำให้จีดีพีขยายตัวได้อย่างน้อยร้อยละ 1.0 ต่อปี ซึ่งผมก็เห็นด้วย เพราะการลงทุนและการใช้จ่ายของรัฐบาลเป็นปัจจัยหนึ่งซึ่งมีผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปี 2563 อย่างน้อยการขยายตัวทางเศรษฐกิจก็ไม่น่าต่ำกว่าร้อยละ 55.5

ส่วนประเด็นเงินกู้จำนวนมาก จะทำให้หนี้สาธารณะสูงขึ้น ก็เป็นสิ่งที่ควรจะกังวลไว้ เนื่องจากเป็นเงินกู้ และยังต้องมีดอกเบี้ยซึ่งคาดว่าอาจจะมากกว่าเงินต้นเสียด้วยซ้ำไป ซึ่งเป็นภาระของประเทศในระยะยาว

โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนประเทศไทย เพราะในอีก 7 ปีข้างหน้าไทยจะเป็นประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานดีที่สุดในอาเซียน ในเอเชียอาจจะเป็นรองก็เพียงญี่ปุ่น จีน หรือเกาหลีใต้ ผลที่ตามมา ภาคเอกชนและประชาชนจะมีทางเลือกมากขึ้น ทั้งในด้านการขนส่งสินค้าและการโดยสารจะก่อให้เกิดการขยายอุตสาหกรรมไปในจังหวัดที่ห่างไกล ก่อให้เกิดชุมชนใหม่ตามเส้นทางรถไฟไฮสปีดเทรน ภาคการท่องเที่ยวจะได้รับอานิสงส์

ทั้งหมดนี้คงเป็นข้อดีของโครงการนี้ ส่วนในข้อที่ยังเป็นปัญหาคาใจทั้งในเรื่องความโปร่งใส เรื่องการนำงบประมาณไปใช้ผิดประเภท และหรือเรื่องการขัดหรือไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ รวมทั้งปัญหาหนี้สาธารณะ หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องคงต้องไปหาทางออกร่วมกันเพื่อให้เงินจำนวนมากที่ใช้ไปในโครงการนี้คุ้มค่าต่อการที่คนไทยทุกคนจะเป็นหนี้มากขึ้น

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ