posttoday

"ปลาป่น"ปัญหาใหญ่ในธุรกิจอาหารสัตว์

20 กันยายน 2556

โลกธุรกิจวันนี้ใช่ว่าจะทำกันแบบไม่มีระบบเหมือนแต่ก่อนไม่ได้อีกแล้ว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารสัตว์

โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

โลกธุรกิจวันนี้ใช่ว่าจะทำกันแบบไม่มีระบบเหมือนแต่ก่อนไม่ได้อีกแล้ว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เนื่องจากวัตถุดิบหนึ่งที่ถูกใช้ในกระบวนการผลิตอาหารสัตว์นั้นมาจาก “ปลาป่น” ที่มักจะมีปัญหาการใช้วัตถุดิบอย่างไม่ถูกต้อง เพราะทำมาจากลูกปลาตัวเล็กตัวน้อย ปลาเด็กที่ยังโตไม่เต็มวัย

ประเด็นนี้เองที่ถูกต่างประเทศงัดเอามาใช้เป็นข้ออ้างในการนำเข้าสินค้าจากไทย และมีแนวโน้มว่าในอนาคตปัญหานี้จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งสุดท้ายก็จะกลายเป็นมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (เอ็นทีบี) แทน หากปล่อยให้เป็นเช่นนั้นจะกระทบกระเทือนต่ออุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทั้งระบบแน่นอน

พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวว่า ธุรกิจอาหารสัตว์ไทยมีโอกาสพบเจอปัญหาการกีดกันทางการค้าได้เสมอ โดยเฉพาะส่วนที่ไปเกี่ยวโยงกับสิ่งแวดล้อม มนุษย์ สัตว์ พืช ซึ่งภาคเอกชนเองก็ต้องเตรียมความพร้อมที่จะรับมือ โดยการร่วมมือกับภาครัฐในการจัดการปัญหาต่างๆ เช่น ต้องลดผลกระทบประเด็นความยั่งยืนโดยร่วมจัดการปัญหาเรื่องแรงงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงการลดต้นทุนการผลิตของธุรกิจ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการกีดกันทางการค้าที่จะมีรูปแบบใหม่ๆ เข้ามาอีก

“อย่างกรณีของปลาป่นเป็นตัวอย่างที่ทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่การผลิตเข้ามาร่วมมือกันแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนเอ็นจีโอ เพื่อลดผลกระทบในระยะยาว ถ้าเราลดใช้ปลาป่นจากเรืออวนลากจนเหลือ 0% ได้ก็เป็นเรื่องที่ดี จะทำให้ไม่มีการจับปลาพลอยได้ ซึ่งเป็นการช่วยสิ่งแวดล้อมด้วย ชาวประมงพื้นบ้านก็จะไม่ได้รับผลกระทบ ภาคธุรกิจเองก็ได้ลดต้นทุน และลดการกีดกันทางการค้าจากต่างประเทศ เรียกว่า วินวิน ด้วยกันทุกฝ่าย” พรศิลป์ กล่าว

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการภาคเอกชนเองก็ตระหนักถึงปัญหาเรื่องนี้ จึงมีแนวคิดที่จะให้ราคารับซื้อปลาป่นที่ได้มาอย่างถูกต้องและไม่ก่อให้เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมในราคาที่สูงขึ้นกว่าปกติ เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการรายเล็กและชาวประมงพื้นบ้านดำเนินตามเพื่อสนับสนุนให้เกิดการทำประมงอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ มีข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ระบุว่า การผลิตอาหารสัตว์น้ำในปัจจุบันมีสัดส่วนของการใช้วัตถุดิบปลาป่นลดลงมาก และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นจากตัวเลขการใช้ปลาป่นของไทย ลดลงเป็นลำดับจากปี 2538 ใช้อยู่ประมาณ 6.2 แสนเมตริกตัน ลดลงเหลือเพียง 2.79 แสนเมตริกตันในปี 2553 เนื่องจากกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เริ่มไม่ต้องการให้มีผลิตภัณฑ์สัตว์เข้ามาปะปนเป็นส่วนประกอบของอาหารสัตว์ ทำให้บริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์หลายแห่งทำการวิจัยพัฒนาอาหารสัตว์ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ปลาป่นแต่ใช้แหล่งโปรตีนจากพืชแทน ซึ่งไม่กระทบต่อคุณภาพอาหารและการเจริญเติบโตของสัตว์

พรศิลป์ กล่าวต่อว่า ความจริงที่ผ่านมาผู้ประกอบการอาหารสัตว์มีการนำเข้าเนื้อปลาและปลาป่นจากต่างประเทศอย่างเปรูเข้ามาบ้างแล้ว เพื่อลดปัญหาในการส่งออก แต่การแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ผู้ผลิตอาหารสัตว์เองก็ไม่อยากทำถ้าไม่จำเป็น เพราะนั่นหมายความว่าจะกระทบต่อวิถีชีวิตอาชีพประมงพื้นบ้านได้

อย่างไรก็ดี ตอนนี้กรมประมงได้ให้ความร่วมมือด้วยการจัดตั้งศูนย์ประสานงานการออกใบรับรองการจับสัตว์น้ำ (IUU Fishing) เพื่อออกใบรับรองการจับสัตว์น้ำที่สามารถจะยืนยันแหล่งที่มาได้ โดยใช้วิธีตรวจสอบจากการบันทึกในสมุดปูมเรือ แต่ผลจะออกมาดีหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับความจริงใจและโปร่งใสในการร่วมมือให้ข้อมูลของชาวประมงด้วย

เมื่อรู้จุดปัญหาก็ต้องเร่งอุดรอยรั่วให้พร้อมก่อน เพราะหากปล่อยไว้ถึงเวลานั้นคงมีมาตรการบังคับใช้กันในรูปแบบอื่นออกมาอีก หากมองในอีกมุม เมื่อสหภาพยุโรปเป็นประเทศคู่ค้าเก่าแก่ มีมูลค่าการค้าต่อไทยมหาศาล เมื่อเขาออกมาตรการที่แม้จะดูเป็นการกีดกัน แต่ถ้าประเทศไทยสามารถตอบสนองได้ มันก็อาจจะเป็นแต้มต่อให้ไทยมีความสามารถด้านการแข่งขันเหนือประเทศคู่แข่งก็เป็นได้

ข่าวล่าสุด

“ข้าวแช่อรรถรส” เสน่ห์ฤดูร้อนไทยที่งดงามเหนือกาลเวลา: เปิดตำนาน “ข้าวน้ำ” มอญ สู่สำรับคลายร้อนยอดนิยม