
ธปท.เตือนธค.เงินทุนเคลื่อนย้าย-ค่าบาทอาจผันผวนมากขึ้น
หลังนักลงทุนคาดการณ์ปรับลดคิวอีหรือไม่อีกรอบ แนะนักลงทุนเกี่ยวข้องค่าเงินป้องกันความเสี่ยง ด้านบล.ภัทรชี้ปีหน้าสหรัฐฟื้นฉุดส่งออกไทยโต 5-7% จากปีนี้โตแค่2%
หลังนักลงทุนคาดการณ์ปรับลดคิวอีหรือไม่อีกรอบ แนะนักลงทุนเกี่ยวข้องค่าเงินป้องกันความเสี่ยง ด้านบล.ภัทรชี้ปีหน้าสหรัฐฟื้นฉุดส่งออกไทยโต 5-7% จากปีนี้โตแค่2%
นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ยังต้องติดตามการภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายอีกรอบว่าจะผันผวนมากกว่าช่วงที่ผ่านมาหรือไม่ หลังผลประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC)ของธนาคารกลางสหสรัฐ(เฟด)คาดการณ์ปรับลดมาตรการผ่อนคลายทางปริมาณเงิน(คิวอี)หรือไม่ในเดือนธ.ค.นี้อีกครั้ง ดังนั้น ในระหว่างนี้จนถึงช่วงเดือนธ.ค.ปีนี้นักลงทุนที่เกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยนต้องระวังและซื้อป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนไว้เสมอ เนื่องจากสถานการณ์จากนี้คาดการณ์ยากไม่แน่ว่าเงินทุนเคลื่อนย้ายจะผันผวนมากขึ้นหรือไม่
“หลังผลการประชุมเฟด 18-19 ก.ย.ที่ผ่านยังคงขาดคิวอี ซึ่งผิดไปจากที่ตลาดคาด ทำให้นักลงทุนนำเงินมาลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดประเทศเกิดใหม่มากขึ้น ตลาดการเงินมีการตอบสนองระยะสั้น เงินบาทและสกุลต่างๆปรับแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ดีเศรษฐกิจสหรัฐมีสัญญาณฟื้นตัวขึ้น คงยุติการทำคิวอีแน่ เพราะคิวอีเกิดมาจากภาวะที่ไม่ปกติ ดังนั้นเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ปกติก็ต้องเลิกคิวอี ถึงไม่ทยอยลดเดือนก.ย.ที่ผ่านมาแต่ในช่วงเดือนธ.ค.ที่จะประชุมอีกรอบยังต้องดู เพราะยิ่งเป็นช่วงใกล้วันหยุดเทศกาลคริสต์มาสและเทศกาลปีใหม่ ไม่รู้ว่าตลาดเงินจะตอบสนองหรือผันผวนรุนแรงมากว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้หรือไม่ ยังคาดการณ์ยาก การเคลื่อนไหวของตลาดเงินในระยะต่อไปจะอ่อนไหวมากขึ้นหรือไม่คงขึ้นอยู่กับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่จะออกมา ซึ่งเงินทุนก็จะเคลื่อนไหวตอบสนองปัจจัยและข้อมูลต่างๆ ที่เข้ามากระทบ” นางจันทวรรณกล่าว
นางจันทวรรณ กล่าวว่า ที่ผ่านมาตลาดเงินมีการพัฒนาการที่ดีขึ้น สามารถรองรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ระดับหนึ่ง ทำให้มองว่าภาคธุรกิจเอกชนที่เกี่ยวข้องกับค่าเงินจะปรับตัวรองรับความผันผวนของค่าเงินบาทได้ ซึ่งธปท.อย่างให้ระวังติดตามการเคลื่อนไหวของเงินบาทอยู่เสมอ และภาคเอกชนควรป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงินผันผวน ด้วยการซื้อประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนไว้อย่างต่อเนื่อง
ด้านนายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ภัทร กล่าวว่า เงินทุนที่กลับมาลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดประเทศเกิดใหม่ ซึ่งทำให้ราคาหุ้น ราคาทองคำ ปรับขึ้นทั่วโลก และส่งลต่ออัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่าขึ้น ดอกเบี้ยระยะยาวขยับสูงขึ้นนั้นจะทำให้ราคาสินทรัพย์เสี่ยงปรับขึ้นยาวนานแค่ไหนคงไม่สามารถระบุได้ แต่เชื่อว่าเฟดต้องลดขนาดและเลิกมาตรการคิวอีแน่ ช่วงนี้ตลาดคงจับตาการประชุมเฟดในเดือนธ.ค.นี้ว่า อาจะเริ่มลดขนาดการทำคิวอีหรืออาจจะเลื่อนเป็นกลางปี 2557 แน่ซึ่งคงขึ้นอยู่กับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่จะออกมา
“ถ้าปีหน้าสหรัฐปรับดีขึ้น ตัวเลขออกมาดีจะเป็นผลดีต่อการส่งออกของไทย ให้ฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ทำให้การส่งออกในปีหน้าในรูปเงินเหรียญสหรัฐขยายตัวเพิ่มเป็น 5-7% จากปีนี้ที่ขยายตัวเพียง 2%ได้ ซึ่งช่วยให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย(จีดีพี)ไทยขยายตัวเป็น 4.8% ในปี 2557 จากปีนี้ที่โต 3.8%” นายศุภวุฒิกล่าว







