
หมดประเด็นเสี่ยงจากสปิริต"ซัมเมอร์ส"
ภายในสัปดาห์นี้เราก็คงจะได้ทราบแล้วว่า อนาคตของ QE3 จะเป็นอย่างไร จะมี QE Tapering ดังที่หลายฝ่ายคาดหรือไม่ และถ้า Tapering จริงจะเหลือวงเงินเข้าซื้อเดือนละเท่าไหร่ ซึ่งเมื่อตอบคำถามเหล่านี้ได้น่าจะทำให้ทิศทางของนโยบายการเงินสหรัฐมีความชัดเจนยิ่งขึ้น แต่ในช่วงที่ผ่านมาเราเคยชี้อยู่บ่อยๆ ว่าความเสี่ยงนั้นไม่ใช่เพียงแต่เรื่อง QE Tapering เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องความไม่แน่นอนว่าใครจะมาเป็นประธานเฟดคนถัดไปด้วย ซึ่งเรามองว่าประเด็นหลังนั้นอาจจะกระทบต่อตลาดมากกว่า เพราะว่าตลาดได้ “ตอบรับ” ความเสี่ยงเรื่องการลดลงของ QE ไม่มากแล้ว แต่ยังไม่ได้ตอบรับว่าประธานเฟดคนถัดไปอาจทำให้ QE หมดลงเร็วกว่านั้นอีก
ภายในสัปดาห์นี้เราก็คงจะได้ทราบแล้วว่า อนาคตของ QE3 จะเป็นอย่างไร จะมี QE Tapering ดังที่หลายฝ่ายคาดหรือไม่ และถ้า Tapering จริงจะเหลือวงเงินเข้าซื้อเดือนละเท่าไหร่ ซึ่งเมื่อตอบคำถามเหล่านี้ได้น่าจะทำให้ทิศทางของนโยบายการเงินสหรัฐมีความชัดเจนยิ่งขึ้น แต่ในช่วงที่ผ่านมาเราเคยชี้อยู่บ่อยๆ ว่าความเสี่ยงนั้นไม่ใช่เพียงแต่เรื่อง QE Tapering เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องความไม่แน่นอนว่าใครจะมาเป็นประธานเฟดคนถัดไปด้วย ซึ่งเรามองว่าประเด็นหลังนั้นอาจจะกระทบต่อตลาดมากกว่า เพราะว่าตลาดได้ “ตอบรับ” ความเสี่ยงเรื่องการลดลงของ QE ไม่มากแล้ว แต่ยังไม่ได้ตอบรับว่าประธานเฟดคนถัดไปอาจทำให้ QE หมดลงเร็วกว่านั้นอีก
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ลอว์เรนซ์ ซัมเมอร์ส ได้ออกมาประกาศขอถอนตัวจากการเข้าชิงตำแหน่งประธานเฟดคนถัดไป ทั้งๆ ที่จริงแล้วเรามองว่าเขาเป็นตัวเต็งที่จะได้รับเลือกเป็นประธานเฟดคนถัดไปด้วยซ้ำ ถ้าหากเขาได้รับการเสนอชื่อจากประธานาธิบดี บารัก โอบามา จริง ก็น่าจะทำให้ตลาดการเงินเกิดความผันผวนได้มากทีเดียว เพราะตลาดมองว่าเขาจะออกแนว “เหยี่ยว” (Hawkish) มากกว่า เบน เบอร์แนนคี (ซึ่งจริงๆ นักวิเคราะห์บางท่านไม่ได้เห็นด้วยในจุดนี้ แต่ส่วนใหญ่จะมองในทางนั้น) หมายความว่า เขาไม่ต้องการให้นโยบายการเงินอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายมากๆ อย่างเช่นในปัจจุบัน และอาจมีการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเร็วกว่ากรอบเวลาที่เบอร์แนนคีเคยระบุไว้ด้วย ซึ่งเรากังวลว่าเพียงแค่การเสนอชื่อเขานั้นจะสามารถทำลายความพยายามของเบอร์แนนคีที่ทำให้นโยบายการเงินโปร่งใสและคาดเดาได้ลงไป
เราเชื่อว่าตัวเขาเองก็ต้องการที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง “ผู้นำสูงสุดของธนาคารกลางที่สำคัญที่สุดในโลก” คนถัดไปอยู่เหมือนกัน สายสัมพันธ์ของเขากับทางการเมืองก็ค่อนข้างแน่นแฟ้น เพราะเคยเป็นอดีตที่ปรึกษาเศรษฐกิจทำเนียบขาวในสมัยประธานาธิบดี บารัก โอบามา เองในต้นช่วงวิกฤตในปี 2552-2553 เรียกว่าผ่านร้อนผ่านหนาวมาพร้อมกับโอบามาเลยทีเดียว ทำให้โอกาสที่โอบามาจะเลือกเสนอชื่อเขาก็สูงกว่าคนอื่นๆ
แต่เมื่อเขาได้เห็นการตอบรับจากตลาดเกี่ยวกับตัวเขา ซึ่งออกมาในทางที่ไม่ค่อยดีนัก (ดังที่กล่าวข้างต้น) รวมถึงวุฒิสมาชิกของสหรัฐหลายท่านที่ออกมาประกาศว่าจะไม่สนับสนุนซัมเมอร์ส ทำให้เขาจึงได้เลือกยุติเส้นทางที่จะนำไปสู่การเป็น “ผู้นำสูงสุดของธนาคารกลางที่สำคัญที่สุดในโลก” นั้นลง โดยเขาได้ระบุเหตุผลในจดหมายที่ส่งให้โอบามาว่า “ปัจจุบันเป็นช่วงเวลาที่ซับซ้อนในประวัติศาสตร์ของประเทศเรา ผมยอมรับอย่างไม่ค่อยเต็มใจว่าการเสนอชื่อผมนั้นอาจเป็นประเด็นที่ร้อนแรง ซึ่งจะไม่เป็นประโยชน์ต่อธนาคารกลางสหรัฐและรัฐบาล ที่สุดแล้วจะไม่เป็นประโยชน์ต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังดำเนินอยู่นี้” (แปลโดยผู้เขียน) เขาจึงขอถอนชื่อออกจากการพิจารณาดำรงตำแหน่งเป็นประธานเฟดคนถัดไป ส่วนตัวผมต้องขอยกย่องในสปิริตของซัมเมอร์สจริงๆ เพราะเขายอมเสียสละเพื่อสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ
แล้วใครจะมาเป็นประธานเฟดคนถัดไป? แม้ว่ายังมีคนอื่นที่อยู่ในรายชื่อผู้ท้าชิงของโอบามา อย่างเช่น โดนัลด์ คอห์น อดีตรองประธานเฟด หรือ ทิโมธี ไกธ์เนอร์ อดีตรัฐมนตรีคลังสหรัฐ (แต่ไกธ์เนอร์ก็แสดงเจตนารมณ์มาอย่างต่อเนื่องว่าไม่ต้องการรับตำแหน่งดังกล่าว) อย่างไรก็ตาม ผู้ที่โดดเด่นที่สุดและน่าจะได้รับการเสนอชื่อให้เป็นประธานเฟดคนที่ 15 ก็คือ เจเน็ต เยลเลน (Janet Yellen) ที่ดำรงตำแหน่งรองประธานเฟดอยู่ในปัจจุบัน และน่าจะกลายเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้ก้าวมาดำรงตำแหน่งหัวเรือของธนาคารสหรัฐในประวัติศาสตร์ 100 ปีของเฟดด้วย
สำหรับขั้นตอนถัดไป ประธานาธิบดี บารัก โอบามา จะเสนอชื่อผู้ที่เขาเห็นว่าเหมาะสมไปยังวุฒิสภา เมื่อวุฒิสภาได้รับเรื่องแล้ว ก็จะมีคณะกรรมาธิการฯ สัมภาษณ์และลงมติให้ความเห็นชอบ ก่อนที่จะเสนอชื่อนั้นให้กับวุฒิสภาองค์รวมได้ลงมติให้ความเห็นชอบอีกครั้ง ซึ่งเมื่อเยลเลนได้รับเสนอชื่อแล้วนั้น กระบวนการหลังการเสนอชื่อก็น่าจะเป็นเพียงแค่ “พิธีการ” เท่านั้น
จริงๆ แล้วประวัติของเยลเลนก็ไม่ได้เป็นรองซัมเมอร์สแต่อย่างใด เธอจบการศึกษาระดับปริญญาเอกจาก Yale University เคยสอนที่ Harvard, London School of Economics และ UC Berkeley และมีผลงานด้านวิชาการมากมาย เธอเคยเป็นประธาน Council of Economic Advisers ในสมัยประธานาธิบดี บิล คลินตัน และเคยดำรงตำแหน่งประธานเฟดสาขาซานฟรานซิสโก ซึ่งเป็นเสมือนศูนย์กลางทางการเงินในฝั่งตะวันตกของสหรัฐ เธอแต่งงานกับ Prof. George Akerlof ซึ่งเป็นผู้ได้รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 2001 แต่ประวัติที่สำคัญที่สุดของเธอน่าจะเป็นการดำรงตำแหน่งรองประธานเฟด และรองประธานคณะกรรมการ FOMC ในปัจจุบันนี้ เพราะนั่นหมายถึงเธอมีส่วนร่วมในการตัดสินใจการดำเนินนโยบายการเงินมาโดยตลอด และที่ผ่านมา เธอเองก็ไม่เคยมีชื่อปรากฏว่ามีความเห็นขัดแย้งกับมติที่ประชุมแต่อย่างใด ดังนั้น นโยบายการเงินของสหรัฐจึงน่าจะมีความต่อเนื่องจากสมัยเบอร์แนนคี นั่นทำให้ความกังวลหายไปมาก ความกังวลว่า QE จะหมดลงอย่างรวดเร็วนั้นหายลงไปมาก ซึ่งน่าจะเป็นผลบวกต่อทั้งเศรษฐกิจและการลงทุน
ทั้งหมดนี้ก็ต้องรอการเสนอชื่อโดยประธานาธิบดี บารัก โอบามา ครับ ซึ่งน่าจะเกิดขึ้น และควรจะเกิดขึ้นได้ในเร็วๆ นี้ เพื่อให้หมดประเด็นเสี่ยงไปอีกเรื่องครับ







