
สกัดท่อน้ำเลี้ยงม็อบชะอวดสั่งสอบโรงยาง-วิทยุชุมชน
วิโรจน์ จิวะรังสรรค์ ผวจ.นครศรีธรรมราช ประกาศใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ห้ามผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าพื้นที่ชุมนุมม็อบสวนยาง
โดย...ทีมข่าวภูมิภาค
วิโรจน์ จิวะรังสรรค์ ผวจ.นครศรีธรรมราช ประกาศใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ห้ามผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าพื้นที่ชุมนุมม็อบสวนยาง แยกควนหนองหงษ์ อ.ชะอวด ต่ออีก 1 วัน นอกจากนี้ยังสั่งการให้ตรวจสอบโรงเก็บยางที่ให้การสนับสนุนแก่ผู้ชุมนุม รวมทั้งตรวจสอบการเผยแพร่ภาพข่าวทางโซเชียลมีเดีย วิทยุชุมชน ที่ยั่วยุเชิญชวนให้มาร่วมชุมนุม ตลอดจนดำเนินคดีกับกลุ่มก่อเหตุรุนแรง พร้อมๆ ไปกับตั้งคณะกรรมการเจรจากับผู้ชุมนุม
จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงแนวทางแก้ไขปัญหาให้จบเร็วที่สุดจะต้องดูว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ซึ่งตอนนี้พอจะทราบกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังแล้วและกำลังดำเนินการ หากพิสูจน์ได้ว่ามีคนอยู่เบื้องหลังและมีเรื่องของการเมืองและผลประโยชน์ เช่น ยางพาราที่มีกลุ่มพ่อค้ากักตุนสต๊อกยางพาราไว้ รัฐบาลก็ยอมไม่ได้
ขณะเดียวกัน ช่วงบ่ายวันที่ 18 ก.ย.กลุ่ม สส.พรรคประชาธิปัตย์ ประกอบด้วย วิทยา แก้วภราดัย เทพไท เสนพงศ์ อภิชาต การิกาญจน์ สส.นครศรีธรรมราช และนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สส.พัทลุง ได้มาพบปะกลุ่มผู้ชุมนุม
วิทยา กล่าวว่า ได้ทราบปัญหาที่ชาวสวนยางไม่ได้รับความเป็นธรรม 2 เรื่อง คือ 1.รัฐบาลผิดคำพูดในข้อตกลงเรื่องราคายางพารากิโลกรัมละ 90 บาท แต่ก็พลิกไปอย่างอื่น 2.ผิดหวังที่เจ้าหน้าที่เข้าทำการสลายม็อบครั้งแรก แล้วถูกสลายการชุมนุมเป็นครั้งที่ 2 ทำให้ชาวบ้านคิดว่าถูกรังแก
“รัฐบาลไม่ฟังฝ่ายค้านกล่าวหาด้วย ให้ รมช.มหาดไทยตอบคำถามก่อนว่า พวกผมเป็นผู้จ้างวานอยู่เบื้องหลังม็อบหรือเปล่า ถ้าบอกว่าเปล่า ก็ขอให้ไปบอกรองเลขานายกรัฐมนตรี และรองโฆษกรัฐบาลที่ออกมาพูดแจ้วๆ โจมตีว่าม็อบมีการเมืองหนุนหลังหุบปากเสียให้หมด แล้วมาคุยกัน” วิทยา กล่าว
ด้านเครือข่ายชาวสวนยางพารา 16 จังหวัดภาคใต้ ประชุมกันที่ จ.ตรัง และมีมติให้รัฐบาลนิยามคำว่าเกษตรกรให้ครอบคลุมผู้ไม่มีเอกสารสิทธิและ ผู้รับจ้างกรีดยาง และหากรัฐบาลใช้กำลังเข้าสลายม็อบควนหนองหงษ์อีกครั้ง เครือข่ายจะยกระดับการชุมนุมประท้วงทั้งใน 16 จังหวัดภาคใต้ทันที
ขณะเดียวกัน กุล สุนทรวิจิตร นายกสมาคม มัคคุเทศก์อาชีพจังหวัดสงขลา ก็ห่วงผลกระทบด้านการท่องเที่ยว โดยในวันที่ 20 ก.ย.นี้ ตัวแทนบริษัทท่องเที่ยวจากประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย 20 บริษัท จะเดินทางมาตรวจสอบผลกระทบการชุมนุมในประเทศไทย
ด้านสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยและสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า สื่อมวลชนไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้ง กับฝ่ายใด แต่มีอุปสรรคในการเข้าพื้นที่เนื่องจากโดนข่มขู่ อีกทั้งยังไม่มั่นใจในความปลอดภัย จึงส่งผล ให้ไม่สามารถเข้าถึงข้อเท็จจริงจากฝ่ายผู้ชุมนุม
ล่าสุดกลุ่มผู้ชุมนุมได้ยอมให้สื่อมวลชนเข้าพื้นที่จุดชุมนุมได้แล้ว







