
โหมออกหุ้นกู้คืนหนี้ทำทุน
โฮมโปรขาย4,000ล้านบาท ให้4.05%แสนสิริระดมพันล้านทริสแจกเครดิตBBB
โฮมโปรขาย4,000ล้านบาท ให้4.05%แสนสิริระดมพันล้านทริสแจกเครดิตBBB
บจ.แห่ออกหุ้นกู้คืนหนี้และทุนหมุนเวียน SIRIHMPROITD แต่ละแห่งขายมากกว่าพันล้าน
กระแสการปรับทิศเป็นขาขึ้นของอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศ ภายหลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐจะลดเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือคิวอี ในการประชุมรอบนี้ และตลาดคาดการณ์ว่าจะมีการยุติมาตรการนี้ในปลายปีหน้า ทำให้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ตื่นตัวในการออกและเสนอขายหุ้นกู้มากขึ้น เช่น บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) อยู่ระหว่างการเสนอขายหุ้น วันที่ 1617 ก.ย.นี้ มูลค่า 4,000 ล้านบาท อายุ 3 ปี จ่ายดอกเบี้ย 4.05% ต่อปี
ขณะที่บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) กำลังเปิดขายวันที่ 1619 ก.ย. จำนวน 2,500 ล้านบาท จ่ายดอกเบี้ย 5.80% รวมถึงบริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น (SAMART) ที่ได้ยื่นขออนุญาตเสนอขายหุ้นกู้อายุไม่เกิน 270 วัน จำนวน 1,000 ล้านบาท
ด้านบริษัท ทริสเรทติ้ง ประกาศจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่มีประกันวงเงินไม่เกิน 1,000 ล้านบาท ของบริษัท แสนสิริ (SIRI) ที่ระดับ “BBB” แนวโน้มเชิงบวก
ทั้งนี้ บริษัทจะนำเงินจากการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ไปใช้เป็นแหล่งเงินทุนในการขยายธุรกิจ
สำหรับแนวโน้มเชิงบวกสะท้อนว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทที่คาดว่าจะดีขึ้นทั้งในแง่ของยอดขายและกำไรในอีก 23 ปีข้างหน้า ซึ่งได้รับแรงหนุนมาจากยอดขายที่รอการส่งมอบและรับรู้รายได้
อย่างไรก็ตาม ทริส ระบุว่า อันดับเครดิตอาจได้รับการปรับเพิ่มขึ้น หากบริษัทสามารถคงอัตราส่วนภาระหนี้ที่มีดอกเบี้ยต่อทุนได้ต่ำกว่า 1.5 เท่าอย่างสม่ำเสมอ ในทางตรงข้าม หากสถานะทางการเงินของบริษัทอ่อนแอลงอย่างมากก็อาจทำให้ต้องปรับลดอันดับเครดิตหรือแนวโน้มอันดับเครดิตลง
ทั้งนี้ SIRI เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ ณ เดือน ส.ค. 2556 บริษัทมีโครงการที่อยู่อาศัยจำนวน 116 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 1.45 แสนล้านบาท โดยประกอบด้วยโครงการคอนโดมิเนียม 61% ของมูลค่าโครงการทั้งหมด บ้านเดี่ยว 31% และทาวน์เฮาส์ 8% ราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยของที่อยู่อาศัยโดยรวมอยู่ที่ 3.5 ล้านบาท และ ณ สิ้นเดือน ส.ค. 2556 บริษัทมียอดขายรอการรับรู้รายได้มูลค่าสูงถึง 6 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 2 เท่าของรายได้ในปี 2555 และมีมูลค่าเหลือขายอีกประมาณ 4.9 หมื่นล้านบาท
“บริษัทมีความได้เปรียบในการแข่งขันจากการมีแบรนด์ที่อยู่อาศัยที่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างดี รวมถึงการมีกลยุทธ์ทางการตลาดที่แข็งแกร่งและสินค้าที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดคอนโดมิเนียม” ทริส ระบุ
นอกจากนี้ คาดว่าบริษัทจะสามารถส่งมอบยอดขายที่รอการรับรู้รายได้มูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาทได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2556 ทั้งนี้รายได้ในปี 2557-2558 และ 2559 ของบริษัทนั้น มียอดสินค้าที่รอการส่งมอบและรับรู้รายได้อยู่แล้ว มูลค่า 2 หมื่นล้านบาท 1.5 หมื่นล้านบาท และ 1 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ
สำหรับสถานะทางการเงินของบริษัทในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2556 อ่อนตัวลง โดยอัตรากำไรจากการดำเนินงานซึ่งวัดจากอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้จากการขายลดลงเหลือ 6.5% จาก 1416% ในช่วงปี 2552-2555 ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทคาดว่าจะดีขึ้นเป็น 13-15% ในช่วง 3 ปีข้างหน้า เมื่อบริษัทสามารถส่งมอบยอดขายที่รอการรับรู้รายได้ได้ตามแผน







