
ผลผลิตอุตสาหกรรมโตเกินคาด
โพสต์ทูเดย์
— ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือน มี.ค. พุ่ง 32.5% ขึ้นมาอยู่ระดับ 211.7 สูงสุดเป็นประวัติการณ์นายสมชาย หาญหิรัญ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือน มี.ค. 2553 มีค่าดัชนี 211.7 ขยายตัว 32.57% สูงที่สุดตั้งแต่ปี 2543 ที่มีการรวบรวมข้อมูล โดยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ระดับ 67.9% เป็นสถิติสูงที่สุดตั้งแต่เดือนมี.ค. 2550 ที่มีอัตราการใช้กำลังการผลิต 68.7%
ขณะที่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมไตรมาสแรก ปี 2553 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 31% และมีอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ย 62.9% เป็นผลจากการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นเกือบ 30% สะท้อนให้เห็นว่าไทยรับคำสั่งซื้อจากทั่วโลก และผลิตสินค้าส่งมอบได้ทันต่อเวลาที่กำหนด ทำให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจที่จะสั่งซื้อสินค้าจากไทย อีกทั้งการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนมี.ค. มีการนำเข้าวัตถุดิบเพิ่มขึ้น 85% รวม 3 เดือน ไทยนำเข้าสินค้าทุนเพิ่มขึ้น 27% และวัตถุดิบ 95.4% ซึ่งจะส่งให้ปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
นายสมชาย กล่าวต่อว่า ไตรมาส 2 คาดว่าดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมจะขยายตัวลดลง น่าจะขยายตัวราว 18% เนื่องจากผู้ประกอบการขนาด กลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่พึ่งพาตลาดในประเทศเป็นหลัก จะได้รับผลกระทบจากยอดขายลดลง เฉลี่ยทั้งปีคาดว่าดัชนีจะขยายตัว 68% มีอัตราการใช้กำลังการผลิต 63% และมีการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม (จีดีพีภาคอุตสาห กรรม) ที่ระดับ 4.55.5%
**นายสมชาย กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้ คือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ที่แต่ละประเทศเริ่มมีหนี้สาธารณะในระดับสูง และเริ่มจำกัดการใช้จ่ายของภาครัฐ จึงอาจทำให้การใช้จ่ายของรัฐบาลลำบากมากขึ้น
**ปัญหาการเมืองในประเทศ ที่ก่อให้เกิดความเครียดต่อผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว โดยจากการประเมินเหตุการณ์การชุมนุมหากเหตุการณ์ไม่รุนแรง และสามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ภายใน 3 เดือนนับตั้งแต่เดือนมี.ค.พ.ค. จะส่งผลต่อการบริโภคเป็นหลัก ซึ่งจะกระทบต่อจีดีพีภาคอุตสาหกรรมประมาณ 0.5% แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 6 เดือน จะส่งผลต่อการบริโภค การลงทุน และโอกาสทางธุรกิจ โดยจะกระทบต่อจีดีพีอุตสาหกรรม 1% หรือคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งอุตสาหกรรมที่จะกระทบมาก ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะสินค้าแบรนด์พรีเมี่ยม ที่มียอดขายลดลงแล้วกว่า 30%
m







