
เอสซีจีดึงคู่ค้าร่วมโตยั่งยืน
จับมือ8พันธุรกิจช่วยสร้างเครือข่ายหวังวางรากฐานศก.มั่นคงระยะยาว
จับมือ8พันธุรกิจช่วยสร้างเครือข่ายหวังวางรากฐานศก.มั่นคงระยะยาว
เอสซีจี กางตำราติวเข้มคู่ค้า 8,000 ราย ชูธงเครือข่ายธุรกิจยั่งยืน หวังสร้างความมั่นคงเศรษฐกิจระยะยาว
นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี เปิดเผยว่า บริษัทจะนำแนวคิดการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ใช้อยู่มาเป็นกลไกและกลยุทธ์ในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่ยั่งยืน และขยายผลไปสู่เครือข่ายการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคต โดยขณะนี้กลุ่มเอสซีจีมีคู่ธุรกิจอยู่มากกว่า 8,000 ราย ที่จะส่งเสริมให้ดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม
สำหรับกลยุทธ์การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน จะเป็นการใช้ศักยภาพจากความร่วมมือกัน และจุดแข็งที่ต่างฝ่ายต่างมีอยู่ เอื้อประโยชน์เสริมกันและกัน เป็นมิติใหม่และเป็นต้นแบบของการดำเนินธุรกิจอย่างมีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดการขยายเครือข่ายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ช่วยสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทย และขยายไปยังภูมิภาคอาเซียน
นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส ประธานคณะกรรมการการพัฒนาอย่างยั่งยืน เอสซีจี กล่าวเสริมว่า กลยุทธ์การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนของเอสซีจี ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การปรับปรุงกระบวนการภายใน ทั้งกระบวนการผลิต การขนส่ง โดยใช้การบริหารคุณภาพทั่วทั้งองค์กร และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเอสซีจีมีแนวทางที่ชัดเจนว่า ถึงแม้กำลังผลิตจะเพิ่มมากขึ้นเท่าไร แต่ผลกระทบจากกระบวนการผลิตต้องไม่เพิ่มตามไปด้วย
2) การยกระดับคู่ธุรกิจทั้งผู้ผลิตสินค้า ผู้ให้บริการ และผู้จัดจำหน่าย โดยใช้ประสบการณ์ด้านธุรกิจและการพัฒนาอย่างยั่งยืน อาทิ การพัฒนาคู่ธุรกิจผ่านโครงการ Greening Supply Chain ที่สนับสนุนการจัดหาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 3) การสร้างมูลค่าเพิ่มสู่ปลายน้ำ คือ ลูกค้า ผู้อุปโภคและบริโภค ด้วยการเข้าใจและตอบสนองต่อความคาดหวังและความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า และ 4) การส่งเสริมเผยแพร่แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้กับภาคส่วนต่างๆ
นายกานต์ กล่าวอีกว่า สำหรับการดำเนินการในปีนี้ มั่นใจว่ายอดขายทั้งปีจะสูงถึง 4.37 แสนล้านบาท จากที่ต้นปีประเมินไว้ที่ 4.35 แสนล้านบาท แม้ว่ามีการประเมินเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวต่ำกว่า 4% แต่จากการที่เงินบาทอ่อนค่าแตะระดับ 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จะช่วยทำให้การส่งออกดีขึ้น
นอกจากนี้ ประเทศยักษ์ใหญ่ด้านเศรษฐกิจในเอเชีย ทั้งจีนและญี่ปุ่นมีแนวโน้มดีขึ้น ขณะที่ยุโรปไม่ได้แย่ลง ส่วนสหรัฐอเมริกาแม้จะลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือคิวอี 3 ก็คงไม่ได้ลดลงมากนัก ขณะที่ความกังวลเรื่องราคาน้ำมันจากวิกฤตในซีเรียได้ผ่อนคลายลง ล้วนเป็นปัจจัยทำให้การส่งออกดีขึ้น







