posttoday
ลุยนอก

ลุยนอก

16 กันยายน 2556

บทวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุน ประจำเดือน ก.ย. โดย ทิสโก้ เวลธ์ ยังคงมุมมองเชิงบวกและแนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้น เนื่องจาก 1) แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลก 2) การปรับเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้น ตามทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นในสหรัฐ และ 3) มูลค่า (Valuation) ของตลาดหุ้นโดยรวมยังดูน่าสนใจเมื่อเทียบตราสารหนี้

บทวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุน ประจำเดือน ก.ย. โดย ทิสโก้ เวลธ์ ยังคงมุมมองเชิงบวกและแนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้น เนื่องจาก 1) แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลก 2) การปรับเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้น ตามทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นในสหรัฐ และ 3) มูลค่า (Valuation) ของตลาดหุ้นโดยรวมยังดูน่าสนใจเมื่อเทียบตราสารหนี้

ตลาดหุ้นที่แนะนำ ประกอบด้วย ตลาดหุ้นสหรัฐ เนื่องจากดัชนีชี้นำเศรษฐกิจยังส่งสัญญาณขยายตัวอย่างต่อเนื่องในทุกภาคของเศรษฐกิจ ทั้งการจ้างงาน อสังหาริมทรัพย์ และการผลิต ทำให้เชื่อว่ากำไรของดัชนี S&P500 มีโอกาสถูกปรับเพิ่มขึ้น ประกอบกับ Valuation ที่ยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย 10 ปีขณะที่รายงานผลประกอบการในไตรมาส 2 ของบริษัทในดัชนี S&P500 ซึ่งล่าสุดประกาศออกมาแล้วจำนวน 492 บริษัท มีบริษัทที่ผลกำไรออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ 351 บริษัท หรือคิดเป็นสัดส่วน 71% ผลกำไรรวมที่ประกาศออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ 2.72% โดยอุตสาหกรรมหลักที่มีผลประกอบการดีกว่าคาด ได้แก่ ธุรกิจการเงิน อสังหาริมทรัพย์ บริการสุขภาพ (Health Care) และ ค้าปลีก (Consumer Goods) ส่วนระดับ P/E ของดัชนี S&P500 เมื่อเทียบกับคาดการณ์กำไรของปี 2013 อยู่ที่ 14.8 เท่าในปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นระดับใกล้เคียงค่าเฉลี่ยในช่วง 10 ปีย้อนหลังที่ 14.7 เท่า ซึ่งถือเป็นระดับที่สมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับพื้นฐานเศรษฐกิจที่ยังมีทิศทางขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

ตลาดหุ้นเอเชียแปซิฟิก ไม่รวมญี่ปุ่น (ApxJ) เนื่องจากการเทขายสินทรัพย์ในตลาดการเกิดใหม่ทำให้ Valuation ของตลาดหุ้น โดยเฉพาะในเอเชียแปซิฟิก ไม่รวมญี่ปุ่น ปรับตัวลงมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจ Forward P/E ของดัชนี MSCI Asia Pacific ex Japan ในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 12 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่ 13 เท่า เปรียบเทียบกับ Forward P/E ของดัชนี S&P500 และ Stoxx600 ที่ 15 เท่า และ 14 เท่า ตามลำดับ รวมถึงเศรษฐกิจเอเชียมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นจากการส่งออกและแนวโน้มการปรับตัวของคาดการณ์กำไรที่เริ่มทรงตัว และมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

ตลาดหุ้นจีน แนะนำซื้อลงทุนระยะยาว โดยเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่อง สอดคล้องกับมุมมองของ TISCO Wealth ที่เชื่อว่าจะขยายตัวได้ใกล้เคียงกับเป้าที่ 7.5% ในปีนี้ ขณะที่ผลประกอบการในไตรมาส 2 ของบริษัทในดัชนี HSCEI จำนวน 36 บริษัท มีจำนวน 26 บริษัทที่ผลกำไรเติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงไตรมาส 2 ปีที่แล้ว ในขณะที่ผลกำไรรวมของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 2 ในดัชนี HSCEI เติบโตขึ้น 41.58% และมีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนในหุ้นจีน เนื่องจากราคาหุ้นปัจจุบันที่ดัชนี HSCEI เทรดที่ระดับประมาณ 1.1 เท่าของมูลค่าทางบัญชี (P/BV) ซึ่งเป็นระดับเดียวกับในช่วงวิกฤต Subprime ในปี 2008 น่าจะสะท้อนปัจจัยลบไปมากแล้ว ขณะที่ระดับ P/E ของหุ้นจีนปัจจุบันที่ 7.6 เท่า ยังถูกมากเมื่อเทียบศักยภาพในการเติบโตของเศรษฐกิจจีนในระยะยาว

ตลาดหุ้นไทย แนะนำซื้อสะสม โดยคาดการณ์กำไรของตลาดหุ้นไทยถูกปรับลดลงราว 5% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา หลังเศรษฐกิจไทยเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวในไตรมาส 2 แต่เชื่อว่าการชะลอตัวดังกล่าวเป็นเพียงแค่การปรับตัวกลับไปสู่ระดับปกติหลังจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหมดอายุลงเท่านั้น ส่วนในระยะยาวยังเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยยังมีศักยภาพในการเติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่องโดยในช่วงที่เหลือของปีนี้คาดว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวจากการส่งออกและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า เช่น สหรัฐ จีน ยุโรป และญี่ปุ่น ทำให้คาดการณ์กำไรของตลาดหุ้นไทยจะเริ่มทรงตัว แนะนำให้ “ซื้อสะสม” เนื่องจาก Valuation ที่ปรับตัวลดลงมาใกล้เคียงระดับเดียวกับตลาดหุ้น APxJ และมีส่วนลดจากตลาดกลุ่ม TIP (Thai, Indonesia, Philippines) อีกมาก ปัจจุบันหุ้นไทยซื้อขายที่ระดับ P/E ของปี 2013 ที่ 12.6 เท่า ใกล้เคียงกับดัชนี MSCI Asia Pacific ex Japan ที่ 12.4 เท่าและต่ำกว่าหุ้นฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ที่ 17.3 และ 13.7 เท่า ตามลำดับ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น แนะนำซื้อสะสม เนื่องจากจะเป็นตลาดที่ได้รับผลดีที่สุดจากการชะลอมาตรการ QE ของสหรัฐ จากทิศทางการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ที่กระตุ้นการส่งออกและกำไรบริษัทจดทะเบียนของญี่ปุ่นที่ส่วนใหญ่มีฐานการผลิตอยู่นอกประเทศ โดยในช่วงตั้งแต่กลางเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ที่ตลาดมีความกังวลต่อการชะลอ QE ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นราว 6% เมื่อเทียบกับค่าเงินเยน และทำให้ดัชนี Nikkei ฟื้นตัวขึ้นราว 4% ในช่วงเดียวกัน และจากการยุติ QE รวมถึงแนวโน้มขาขึ้นของดอกเบี้ยในสหรัฐฯ จะทำให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นเป็นธนาคารกลางแห่งเดียวที่ยังคงมาตรการการเงินแบบผ่อนคลายเป็นพิเศษ และคงแผนการอัดฉีดสภาพคล่องจำนวนมาก ซึ่งน่าจะส่งผลให้ค่าเงินเยนมีทิศทางอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง และเป็นปัจจัยสนับสนุนผลกำไรของบริษัทในญี่ปุ่นต่อไป นอกจากนี้Valuation ยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ ราคาหุ้นเมื่อเทียบกับมูลค่าทางบัญชีของดัชนี Nikkei อยู่ที่ 1.5 เท่า ต่ำสุดเมื่อเทียบดัชนีหุ้นในประเทศพัฒนาแล้วโดยค่า PBV ของดัชนี Nikkei ในปัจจุบันอยู่ที่ 1.5 เท่า เทียบกับ ดัชนี MSCI Developed Market ที่ 1.9 เท่า

ตลาดหุ้นยุโรป แนะนำลงทุนเป็นรายประเทศ โดยเน้นกลุ่มประเทศหลัก เนื่องจากแนวโน้มผลกำไรมีศักยภาพในการขยายตัวได้ดีกว่า ในขณะที่กลุ่ม Peripheral จะยังคงถูกกดดันจากการชำระคืนหนี้ (Deleveraging) 2) Valuation ของหุ้นในกลุ่ม Core Countries ยังอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผลและดูน่าสนใจกว่าหุ้นในกลุ่ม Peripheral และ 3) ความเสี่ยงทางการเมืองในกลุ่ม Peripheral เนื่องจากความไม่มั่นคงของรัฐบาลในหลายประเทศ ที่คะแนนความนิยมถดถอยมาอย่างต่อเนื่อง จากการใช้นโยบายรัดเข็มขัด

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค