
บลจ.กรุงไทยมั่นใจสิ้นปี‘เอยูเอ็ม’ทะลุ5แสนล้านบาท
บลจ.กรุงไทย มั่นใจสิ้นปีเอยูเอ็มทะลุ 5 แสนล้านบาท โต 16% จ่อขาย 2 กองอสังหาฯ มูลค่า 4 หมื่นล้าน
บลจ.กรุงไทย มั่นใจสิ้นปีเอยูเอ็มทะลุ 5 แสนล้านบาท โต 16% จ่อขาย 2 กองอสังหาฯ มูลค่า 4 หมื่นล้าน
นายสมชัย บุญนำศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย หรือ KTAM เปิดเผยว่า บริษัทคาดว่าสิ้นปี 2556 มูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (เอยูเอ็ม) จะทะลุ 5 แสนล้านบาท เติบโต 16% จากสิ้นปี 2555 ซึ่งอยู่ที่ 4.3 แสนล้านบาท
“กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์คาดว่าจะมีสินทรัพย์แตะ 1.9 แสนล้านบาท จากสิ้นปีก่อนอยู่ที่ 1.5 แสนล้านบาท โดยตอนนี้มี 2 กองทุนที่คาดว่าจะเสนอขายในเดือน ต.ค.พ.ย.นี้” นายสมชัย กล่าว
บริษัทจะออกกองทุนเพื่อลงทุนในสินทรัพย์ของโรงแรมของกลุ่มนายเจริญ สิริวัฒนภักดี มูลค่า 3.2 หมื่นล้านบาท และกองทุนที่ลงทุนในอาคารสำนักงานให้เช่า 3 แห่งของกลุ่มซีพี ได้แก่ ซีพี สีลม พญาไท และเยาฮัน มูลค่ารวม 1 หมื่นล้านบาท
สำหรับกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานคาดว่าจะจัดตั้งไม่ทันในปี 2556 นี้ โดยมองว่ากองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานและกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) จะเป็นธุรกิจที่มีการเติบโตในอนาคตและทำให้ส่วนแบ่งการตลาดในอุตสาหกรรมกองทุนรวมของ บลจ.ต่างๆ เปลี่ยนแปลง
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าในปีนี้ตลาดกองทุนตราสารหนี้ประเภทกำหนดอายุโครงการ (เทอมฟันด์) ไม่ค่อยเติบโตมากนัก เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ดูดเงินฝากกลับ ประกอบกับตราสารหนี้ในปัจจุบันผลตอบแทนลดลงต่อเนื่อง ทำให้กองทุนตราสารหนี้ผลตอบแทนมีต่างจากดอกเบี้ยเงินฝากมากนัก นักลงทุนจึงไม่สนใจลงทุน
ด้านมุมมองการลงทุน ฝ่ายวิจัย บลจ.กรุงไทย มองว่า ขณะนี้เศรษฐกิจหลายประเทศดีขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจไทยไม่ค่อยดีนัก เกือบหมด โดยภาวะเศรษฐกิจของจีนไม่น่าเป็นห่วงแล้ว ส่วนเศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้นและยุโรปก็ผ่านการถดถอยไปแล้ว สถานการณ์ซีเรียก็มีบรรยากาศดีขึ้นว่าจะไม่มีการรบเกิดขึ้น แต่เศรษฐกิจในประเทศยังดูไม่ดี ซึ่งหวังว่าประเทศขนาดใหญ่ที่มีสัญญาณการฟื้นตัวดีขึ้นจะช่วยภาคส่งออกของไทย
“หุ้นไทยที่ดีดขึ้นได้อานิสงส์จากเงินไหลกลับเข้ามาลงทุน ส่งผลดีในระยะสั้น แต่ระยะกลางขึ้นอยู่กับปัจจัยเศรษฐกิจในประเทศ หากไม่ดีก็จะกระทบกำไรบริษัทจดทะเบียน” นายสมชัย กล่าว
“หากเศรษฐกิจไทยยังไม่ดีจะหวังพึ่งเงินทุนไหลเข้าคงไม่ได้ เพราะเศรษฐกิจประเทศอื่นๆเติบโต อีกทั้งมองว่าการลดวงเงินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ลงจากเดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐส่งผลให้สภาพคล่องทั่วโลกไม่ได้ล้นเหมือนที่ผ่านมา จึงต้องกลับมาดูที่ปัจจัยพื้นฐานของประเทศ หากเศรษฐกิจยังไม่ดี ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนจะถูกกระทบไปด้วย”นายสมชัย กล่าว
นอกจากนี้การบริหารจัดการของบริษัทยังเป็นไปด้วยความระมัดระวัง เพราะที่ผ่านมาหุ้นปรับตัวขึ้นมาประมาณ 20% ในช่วงสั้นจึงต้องดูว่าหุ้นยังยืนได้หรือไม่
“เศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้อาจเติบโตชะลอตัวลง เพราะส่งออกลดและแรงส่งจากนโยบายภาครัฐบาลในช่วงที่ผ่านมามีผลสนับสนุนเชิงบวกที่ลดลง นอกจากนี้ในระยะสั้น ตลาดยังกังวลความไม่แน่นอนของการลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของสหรัฐที่จะชัดเจนขึ้นในวันที่ 17-18 ก.ย.นี้ รวมถึงสถานการณ์ซีเรีย ส่งผลกับบรรยากาศการลงทุนโดยรวม”นางลดาวรรณ กล่าว







