
ทันสถานการณ์
ผุดโมบาย คาร์ ช่วยนักท่องเที่ยว
ผุดโมบาย คาร์ ช่วยนักท่องเที่ยว
นายอานุภาพ เกษรสุวรรณ์ อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า กรมการท่องเที่ยวและกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว ได้ปรับกลยุทธ์การดูแลนักท่องเที่ยวคนไทยและต่างชาติ และเพิ่มมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับนักท่องเที่ยวตลอด 24 ชั่วโมง ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) เดือน ต.ค.ที่จะถึงนี้ โดยได้ใช้งบประมาณจำนวน 7 ล้านบาท จัดทำโครงการไทยแลนด์ ทัวร์ริส โปลิศ โรดโชว์ 2013 โดยเปิดตัวรถประชาสัมพันธ์ตำรวจท่องเที่ยวเคลื่อนที่ จำนวน 5 คัน ซึ่งมีบริการรับแจ้งเหตุ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานไว้ดูแลนักท่องเที่ยว เช่น โทรศัพท์พื้นฐาน แฟกซ์ ไวไฟ เพื่อให้บริการรักษาความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวหลัก นำร่อง 4 เมืองหลัก ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา พัทยา หัวหิน และภูเก็ต
สำหรับภายในรถประชาสัมพันธ์เคลื่อนที่ ข้อมูลข่าวสารแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งคาดว่าโครงการนี้จะได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยในอนาคตมีแผนขยายการโรดโชว์พร้อมเพิ่มจำนวนโมบาย คาร์ ให้ครบทุกจังหวัด
"กรมการท่องเที่ยวและตำรวจท่องเที่ยว จะเน้นสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับการท่องเที่ยวไทย ทำให้ชาวต่างชาติรู้สึกได้รับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินตลอดระยะการเดินทางพักผ่อนในประเทศไทย"นายอานุภาพ กล่าว
ด้าน พล.ต.ต.รอย อิงคไพโรจน์ ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว เปิดเผยว่า ในโครงการดังกล่าวได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวออกตรวจด้วยรถจักรยานไฟฟ้า 80 คัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงแหล่งชุมชนและนักท่องเที่ยว โดยเน้นพื้นที่เชิงอนุรักษ์ เช่น รอบคูเมือง จ.เชียงใหม่ พื้นที่เมืองเก่าอยุธยา เป็นต้น
นอกจากนี้ได้เตรียมนำรถประชาสัมพันธ์เคลื่ิอนที่ ไปจอดยังสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญบริเวณกรุงเทพ ห้างมาบุญครอง บริเวณหน้าพระบรมมหาราชวัง เพื่อประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารท่องเที่ยวของประเทศไทยให้กับชาวต่างชาติด้วย
"ตำรวจท่องเที่ยวได้ฝึกอบรมทักษะด้านภาษาให้กับตำรวจท่องเที่ยว โดยเฉพาะตลาดหลัก อย่าง จีน เกาหลี ญี่ปุ่นและรัสเซียเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับการเติบโตทางการท่องเที่ยวในอนาคต"พ.ต.ต. รอย กล่าว
เตือนทรูฯ ขัดมติ กทค.
นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม เปิดเผยว่า กรณีทรูมูฟส่งเอสเอ็มเอสแจ้งลูกค้าว่าจะดำเนินการอัพเกรดเลขหมายให้เป็นทรูมูฟเอชโดยอัตโนมัติก่อนวันสิ้นบริการ 15 ก.ย. 2556 นั้น ตนได้ทำหนังสือถึงสำนักงาน กสทช. เพื่อให้ตรวจสอบว่าการโอนย้ายผู้ใช้บริการโดยอัตโนมัตินั้นดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายและสอดคล้องกับมติ กทค. หรือไม่ตลอดจนให้สำนักงาน กสทช. กำหนดแนวทางดำเนินการแก้ไขปัญหาด้วย
“การวิเคราะห์ของผมเห็นว่าเรื่องการโอนย้ายอัตโนมัตินั้นขัดต่อประกาศ กทช. เรื่อง มาตรฐานของสัญญาให้บริการโทรคมนาคม และเรื่องหลักเกณฑ์บริการคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. 2549 เพราะไม่เป็นไปตามหลัก “เสนอสนองตรงกัน” ขณะเดียวกันก็ขัดต่อประกาศ กทช. เรื่อง หลักเกณฑ์บริการคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วย” นายประวิทย์ กล่าวเพราะประกาศข้อ 6 ระบุชัดเขนว่า “การคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นสิทธิของผู้ใช้บริการ” และข้อ 9 กำหนดว่า “ในการขอโอนย้ายผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ให้ผู้ใช้บริการยื่นคำขอ...” เพราะข้อกำหนดของบริษัทกลายเป็นว่า ใครไม่อยากถูกโอนย้ายต้องเป็นฝ่ายยื่นเรื่อง หากอยู่เฉยเท่ากับยอมรับการโอนย้ายอัตโนมัติ”
กสทช. ประวิทย์ระบุด้วยว่า การกระทำดังกล่าวของบริษัทมีการอ้าง กสทช. ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นการดำเนินการที่ถูกต้อง ทั้งที่ความจริงที่ กสทช. ให้ทำคือให้แจ้งเรื่องวันสิ้นสุดสัมปทานและแจ้งสิทธิการโอนย้าย นอกจากนี้ในการพิจารณากรณีร่างประกาศเรื่องนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ก็ยืนยันหลักการโอนย้ายตามความสมัครใจของผู้บริโภคมาโดยตลอด การกระทำดังกล่าวจึงขัดกับมติ กทค. ด้วย จึงเป็นหน้าที่ของสำนักงาน กสทช. ที่จะบังคับให้บริษัทดำเนินการให้ถูกต้องตามมติและตามกฎหมาย
ส่วนประเด็นเรื่องมีปัญหาในการใช้บริการหลังโอนย้ายนั้น กสทช. ประวิทย์ชี้ว่าน่าจะเป็นข้อขัดข้องทางเทคนิค ซึ่งบริษัทจะต้องเร่งตรวจสอบและแก้ไขต่อไป แต่สิ่งที่มีหลักกฎหมายชัดเจนอยู่แล้วคือ หากผู้บริโภคประสงค์จะโอนย้ายค่ายเมื่อไร ทางผู้ให้บริการจะต้องตอบสนอง ไม่สามารถอ้างเรื่องต้องคงอยู่จนครบ 90 วันได้ เพราะ กสทช. ไม่เคยให้ความเห็นชอบกับการกำหนดระยะเวลาดังกล่าว เป็นหลักเกณฑ์ที่ผู้ให้บริการไปกำหนดกันเอาเอง ดังนั้นจึงขอส่งเสริมให้ผู้ใช้บริการใช้สิทธิ โดยไม่หลงเชื่อคำบอกเล่าของพนักงานของบริษัท และหากประสบปัญหาก็แจ้งร้องเรียนมายัง กสทช. หมายเลข 1200 ได้..
ดันอุตฯ เครื่องมือแพทย์เทียบชั้นสากล
นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยมีเป้าหมายพัฒนาให้ไทยเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมทางการแพทย์และสุขภาพที่สำคัญในอาเซียน ภายในปี 2563 โดยเน้นผลิตสินค้าที่มีนวัตกรรมและยกระดับมาตรฐานให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลด้วยราคาที่เหมาะสม แทนการนำเข้าสินค้าที่มีราคาสูงจากต่างประเทศ และสร้างโอกาสให้อุตสาหกรรมในประเทศเชื่อมต่อเครือข่ายกับห่วงโซ่การผลิตของโลก
ทั้งนี้ ในปี 25552556 ได้มอบให้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ดำเนินโครงการนำร่องภายใต้โครงการ “แฟล็กชิป” หรือ เรือธง จำนวน 3 โครงการ ภายใต้งบประมาณ 14.5 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นให้เกิดการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สร้างความตื่นตัวให้ทุกภาคส่วน โดยทั้งสามโครงการประสบความสำเร็จอย่างดี ทำให้กระทรวงมีแผนจะผลักดันโครงการต่อในปีงบประมาณ 2557
สำหรับทั้งสามโครงการ ได้แก่ 1.โครงการพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรมวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์และสุขภาพ 2.โครงการวิจัยพัฒนาและออกแบบวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์และสุขภาพ และ 3.โครงการศึกษาวิจัยโอกาสทางธุรกิจและการเพิ่มมูลค่าสำหรับอุตสาหกรรมวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ซึ่งดำเนินการร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่ง 2 ปีที่ผ่านมามีการศึกษาแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์วัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีศักยภาพ และทำฐานข้อมูลเชิงลึกของอุตสาหกรรมวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ จัดทำแนวทางการเลือกซื้อวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์และสุขภาพที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ธุรกิจของผู้ประกอบการไทยมากขึ้น
“เอกชนต้องให้ความสำคัญทั้งด้านการออกแบบและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาสินค้า ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงรักษาคุณภาพมาตรฐาน โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี ซึ่งปัจจัยเหล่านี้สำคัญต่อการแข่งขันในอนาคต “ นายสมชาย กล่าว







