
การคุ้มครองผู้ใช้บริการคลื่น 1800 MHz
การสิ้นสุดสัญญาสัมปทานคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ระหว่างบริษัท กสท โทรคมนาคม ผู้ให้สัมปทานกับบริษัท ทรูมูฟ หรือทรูมูฟ และบริษัท ดิจิตอลโฟน หรือดีพีซี ในเครือของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ในวันที่ 15 ก.ย.นี้ อาจทำให้ผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่บนคลื่นความถี่ดังกล่าวที่มีอยู่กว่า 18 ล้านเลขหมาย เกิดกรณี “ซิมดับ” สร้างความเดือดร้อนและกลายเป็นปัญหาการติดต่อสื่อสารในวงกว้างได้
การสิ้นสุดสัญญาสัมปทานคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ระหว่างบริษัท กสท โทรคมนาคม ผู้ให้สัมปทานกับบริษัท ทรูมูฟ หรือทรูมูฟ และบริษัท ดิจิตอลโฟน หรือดีพีซี ในเครือของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ในวันที่ 15 ก.ย.นี้ อาจทำให้ผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่บนคลื่นความถี่ดังกล่าวที่มีอยู่กว่า 18 ล้านเลขหมาย เกิดกรณี “ซิมดับ” สร้างความเดือดร้อนและกลายเป็นปัญหาการติดต่อสื่อสารในวงกว้างได้
เมื่อพิจารณาระยะเวลาที่เหลืออยู่จนถึงวันสิ้นสุดสัญญาสัมปทานแล้ว เห็นได้ชัดว่าคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ไม่สามารถจัดการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz และหาผู้ใช้บริการรายใหม่ได้ทัน จึงได้ออกร่างประกาศ กสทช. เรื่องมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการในกรณีสิ้นสุดการอนุญาตสัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. ... และนำเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (Public Hearing) ก่อนที่จะประกาศบังคับใช้เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2556
ในการประชาพิจารณ์ครั้งนี้ อาจารย์แก้วสรร อติโพธิ อนุกรรมการเตรียมการเกี่ยวกับการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 1800 MHz และหัวหน้าคณะทำงานการมีส่วนร่วมและการสร้างความเข้าใจแนวทางการอนุญาตให้ใช้คลื่น 1800 MHz ยืนยันว่า การออกประกาศ กสทช.ดังกล่าว มีฐานทางกฎหมายรองรับชัดเจน ได้แก่ มาตรา 15 และมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 การออกมาตรการดังกล่าวยังเป็นการทำให้ทั้งผู้ใช้บริการมั่นใจได้ว่ายังได้รับบริการต่อเนื่องหลังจากที่สัญญาสัมปทานสิ้นสุดลง รวมทั้งผู้ให้บริการเดิมทั้งสองรายย่อมทราบถึงหน้าที่ของตนเองในการให้บริการต่อไป
อาจารย์ ดร.สงขลา วิชัยขัทคะ ที่ปรึกษากฎหมายประจำคณะกรรมการ กสทช. ได้กล่าวถึงความจำเป็นต่อการออกประกาศ กสทช.ฉบับนี้ ว่าเพื่อเป็นมาตรการป้องกันกรณี “ซิมดับ” เพราะหากไม่ดำเนินการใดๆ อาจทำให้ผู้ใช้บริการประมาณ 18 ล้านเลขหมายที่ไม่สามารถโอนย้ายคลื่นความถี่หรือผู้ให้บริการได้ทัน ต้องได้รับความเดือดร้อน อีกทั้งการออกประกาศของ กสทช.ฉบับนี้ มีฐานอำนาจทางกฎหมายมารองรับอย่างชัดเจน โดยเฉพาะมาตรา 15 และมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544
ในส่วนที่หลายฝ่ายเห็นว่า ประกาศ กสทช.ฉบับนี้ จะนำไปใช้บังคับกับกรณีสัญญาสัมปทานคลื่นความถี่ 900 MHz ระหว่าง บริษัท ทีโอที กับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ที่จะสิ้นสุดในปี พ.ศ. 2558 และกรณีคลื่นความถี่ 1800 MHz ของบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซส คอมมูนิเคชั่น ที่จะสิ้นสุดในปี พ.ศ. 2561 ด้วย อันจะเป็นการทำให้การประมูลคลื่นความถี่ทั้งสองที่จะสิ้นสุดสัญญาในอนาคต อาจต้องยืดเวลาออกไปอีกนั้น แม้โดยหลักของการออกกฎเกณฑ์จะต้องใช้บังคับเป็นการทั่วไป แต่ในความเป็นจริงประกาศ กสทช.ฉบับนี้ ออกมาเพื่อใช้กับกรณีของคลื่นความถี่ที่สิ้นสุดสัญญาแล้วไม่อาจจัดประมูลได้ทัน แต่เมื่อพิจารณาจากระยะเวลาที่เหลืออยู่ของคลื่นความถี่ 900 MHz ของเอไอเอส และ 1800 MHz ของดีแทคข้างต้น เห็นว่ายังมีเวลาที่ กสทช.สามารถเตรียมการเพื่อจัดประมูลคลื่นความถี่ดังกล่าวได้ทัน
การบังคับใช้ประกาศ กสทช. เรื่องมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการในกรณีสิ้นสุดการอนุญาตสัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ออกมาบังคับใช้แล้ว จึงเป็นมาตรการที่จะทำให้ได้รับประโยชน์จากการใช้บริการได้ต่อไปจนกว่าจะมีผู้ให้บริการรายใหม่







