
ธุรกิจขายตรงไตรมาส 4 คึก ค่าครองชีพพุ่งไม่กระทบยอด
ท่ามกลางปัญหาค่าครองชีพต่างๆ ปรับเพิ่มขึ้น ทั้งค่าไฟฟ้า ทางด่วน และก๊าซหุงต้ม ในภาวะที่กำลังการซื้อของผู้บริโภคลดลงอยู่แล้วจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว สถานการณ์เช่นนี้ในไตรมาส 4 ธุรกิจขายตรงจะยังเติบโตหรือไม่ และต้องปรับแผนอย่างไรเพื่อกระตุ้นยอดขาย
ท่ามกลางปัญหาค่าครองชีพต่างๆ ปรับเพิ่มขึ้น ทั้งค่าไฟฟ้า ทางด่วน และก๊าซหุงต้ม ในภาวะที่กำลังการซื้อของผู้บริโภคลดลงอยู่แล้วจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว สถานการณ์เช่นนี้ในไตรมาส 4 ธุรกิจขายตรงจะยังเติบโตหรือไม่ และต้องปรับแผนอย่างไรเพื่อกระตุ้นยอดขาย
นาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA) เปิดเผยว่า แนวโน้มภาพรวมธุรกิจขายตรงในช่วงไตรมาส 4 จะมีความคึกคัก แม้ว่าเวลานี้ค่าครองชีพจะปรับเพิ่มหลายอย่าง สวนทางกับกำลังการซื้อของผู้บริโภคที่ลดลง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง
ทั้งนี้ ประเมินตลาดขายตรงมูลค่ากว่าแสนล้านบาท ในปีนี้มีอัตราการเติบโต 89% ปัจจัยที่ผลักดันให้ตลาดโต มาจากการที่คนหันมาสนใจเป็นผู้แทนจำหน่ายเพิ่มขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจไม่ดี ค่าครองชีพต่างๆ สูงขึ้น ทำให้ต้องการสร้างรายได้หรืออาชีพเสริม โดยพบว่าในปีนี้มีผู้สนใจเข้าสมัครอาชีพขายตรงใหม่มีอัตราเติบโต 510%
สำหรับแนวโน้มธุรกิจขายตรงในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ ผู้ประกอบการแต่ละค่ายจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาด รวมทั้งจัดทำชุดของขวัญ เพื่อรองรับกับเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองปีใหม่ โดยปีนี้ชุดของขวัญขนาดเล็กจะได้รับการตอบรับที่ดี เพราะเป็นขนาดที่สอดคล้องกับกำลังการซื้อของผู้บริโภค
ขณะที่สินค้าดาวรุ่งในธุรกิจขายตรง ยังคงเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งถือว่าไทยเป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตติดอันดับ 5 ของโลก โดยขณะนี้ญี่ปุ่นเป็นตลาดที่กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโตมากที่สุด รองลงมา คือ อเมริกา ส่วนกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม ก็เป็นตลาดที่เติบโตดีเช่นกัน
ขณะที่อนาคตของธุรกิจขายตรงไทยในตลาดอาเซียน ไทยจะเสียเปรียบในเรื่องของภาษาอังกฤษ เมื่อเทียบกับประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย ที่ประชากรพูดภาษาอังกฤษได้
“โอกาสของธุรกิจขายตรงไทยที่จะไปปักธงในอาเซียน กลุ่มสินค้าสมุนไพรเป็นตลาดที่มีศักยภาพและเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงอย่างมากไม่เฉพาะในอาเซียนเท่านั้น ยังรวมถึงตลาดโลกด้วย” นาคาญ์ กล่าว
นอกจากนี้ ในอนาคตตลาดขายตรงในไทยจะเกิดการแข่งขันอย่างรุนแรง จากการที่ต่างประเทศตบเท้าเข้ามาทำตลาดได้ง่ายมากขึ้น เพราะประเทศไทยไม่ได้ตั้งกำแพงสำหรับผู้ประกอบการที่จะเข้ามาปักธงในไทยเท่าไรนัก เมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ ในอาเซียนที่มีการตั้งกำแพงทำให้เข้าไปทำตลาดได้ยากมากกว่า จากการยื่นขอจดทะเบียนต่อคณะกรรมการอาหารและยา แต่ทว่าสิ่งสำคัญที่เสมือนเป็นหัวใจสำหรับการดำเนินธุรกิจขายตรง คือ แผนการตลาด
สำหรับแผนการตลาดของธุรกิจขายตรง ส่วนใหญ่จะเป็นแผนที่มุ่งจำนวนนักธุรกิจและรายได้ ซึ่งเป็นแผนสร้างยอดขายในระยะสั้น แต่ผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงยังไม่ค่อยให้ความสำคัญกับสินค้า ทั้งที่การมีสินค้าที่ดีมีคุณภาพ หรือเน้นพัฒนาสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ จะสร้างความยั่งยืนมากกว่า
แม้ว่าไตรมาส 4 ตลาดขายตรงในไทยมีแนวโน้มที่สดใส จากการคาดการณ์ว่าทั้งปีจะเติบโตได้ 89% แต่ในอนาคตผู้ประกอบการขายตรงไทยต้องปรับตัว เพื่อรับมือกับการแข่งขันทั้งศึกนอกและศึกในที่รุมเร้า จากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 นี้ ซึ่งไม่นานเกินรอแน่นอน







