
สางปมยางให้ยั่งยืนสร้างราคาอ้างอิง บริหารผลผลิต
โดย...สิทธิณี ห่วงนาค
โดย...สิทธิณี ห่วงนาค
ภาวะเศรษฐกิจในประเทศผู้นำเข้าและใช้ยางพารารายใหญ่ของโลก เช่น จีน สหรัฐอเมริกา และยุโรป กดดันความต้องการใช้และราคายางให้ลดลง ในขณะที่ปริมาณผลผลิตยางพารของโลกเพิ่มขึ้น เนื่องจากประเทศผู้ใช้หลายประเทศทั้งจีนและอินเดีย เริ่มหันมาสนใจปลูกยางด้วย นอกเหนือจากผู้ผลิตรายเดิมอย่างไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย อินเดีย เวียดนาม ฯลฯ ร่วมแล้วประมาณ 8 ประเทศ มีผลผลิตรวมประมาณ 11-12 ล้านตันต่อปี ใช้ทั้งโลกประมาณ 11 ล้านตัน ซึ่งองค์กรศึกษายางระหว่างประเทศ (ไออาร์เอสจี) ประมาณการว่าผลผลิตยางในพื้นที่ปลูกใหม่จะดันให้ปริมาณผลผลิตยางโลกเพิ่มขึ้นจาก 11-12 ล้านตันต่อปีในปัจจุบัน เป็น 13.77-15 ล้านตันในปี 2563ใกล้เคียงความต้องการใช้ที่ประมาณ 15 ล้านตันตัน โดยผู้ใช้รายใหญ่ยังเป็น จีน สหภาพยุโรป สหรัฐ ฯราคายางพารามาจาก
เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ การกำหนดราคารับซื้อยาง จึงขึ้นลงตามกลไกตลาดโลก ซึ่งปัจจุบันความต้องการใช้ลดลงจากสภาพเศรษฐกิจโลกที่อยู่ในภาวะถดถอย ที่
ในขณะที่ความต้องการใช้ยางพาราของโลกลดลง แต่ ยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ปัญหาราคายางตกต่ำเนื่องจากตลาดโลกลดลง ในขณะที่ไทยส่งออกยางถึง 83% ของผลผลิตทั้งหมดที่มีราว 3.8 ล้านตันต่อปี ดังนั้น ไทย โดไทยยผลิต ใช้ในประเทศเพียง 5 แสนในอนาคตไทยจึงต้องมีแผนยุทธศาสตร์การใช้ยางพาราเพิ่มขึ้น เพื่อลดการส่งออกยางปฐมภูมิ
ทั้งนี้ ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ปัจจุบันอยู่ที่ราว 80 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ต้นทุนอยู่ที่ราวกิโลกรัมละ 64 บาทต่อกิโลกรัม รัฐบาลยืนยันไม่มีนโยบายแทรกแซงราคาอีกแน่นอน เนื่องจากไม่ได้ผลในการยกระดับราคา และทำให้มีภาระเก็บสต๊อก ซึ่งจะกดดันราคาลงอีก แต่ได้หันหากแทรกแซงจะเป็นการบิดเบือนตลาด ซึ่งการแทรกแซงที่ผ่านมาก็ชัดเจนว่าไม่ได้ผล มาเป็นผู้กำหนดราคายาง และ ปัจจุบันเพราะเป็นการสะท้อนความต้องการใช้ของโลก ขณะนี้ประเทศเพื่อนบ้านหันมาปลูกกันมาก จีนก็ไปปลูกในลาวคาดว่าอีก 2ปีผลผลิต กัมพูชา ลาวและเวียดนามจะเพิ่มขึ้น โดยมีการคาดการณ์ว่าผลผลิตจะเกิดความต้องการของโลกอย่างแน่นอน ประเทศไทยต้องกลับมาดูตัวเองว่าทิศทางต่อไปเราควรจะไปทางไหน ซึ่งก็จะต้องมีการหารือกันต่อไป
ทั้งนี้เมื่อแก้ราคาตลาดโลกไม่ได้ จึงต้องมาช่วยเหลือเกษตรกรในเรื่องของต้นทุนการผลิต โดยสนับสนุนมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรจากราคายางตกต่ำของรัฐบาลจึงไปช่วยเหลือในเรื่องปัจจัยการผลิต คือ ปุ๋ย ที่อัตรา 1,260 บาทต่อไร่ ไม่เกิน 10 ไร่ต่อราย ส่วนราคาก็ต้องเป็นไปตามกลไกตลาดโลก
“ไทยในฐานะผู้ผลิตยางพาราและส่งออกอันดับ 1 ของโลกปี 3.4 ล้านตัน อินโดฯและมาเลย์ฯประเทศละ 1 ล้านกว่าตัน แต่การกำหนดราคารับซื้อยางกลับอ้างอิง จาก 3 แหล่งคือ ตลาดกลางยางพารา ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย และตลาดโตคอมของญี่ปุ่น โดยโตคอมเป็นผู้กำหนดราคารับซื้อที่สำคัญของโลก “
ปัจจุบัน ปริมาณสต๊อกยางพาราของไทยในส่วนของรัฐบาลที่รับซื้อไว้ในโครงการเพิ่มศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางพารา ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 255530 มี.ค. 2556 มีปริมาณสต๊อกที่ซื้อไว้ทั้งสิ้น 2.08 แสนตัน วงเงินที่ใช้ไป 2.1 หมื่นล้านบาท ในขณะที่ปริมาณสต๊อกยางพาราของเอกชนมีประมาณ 3 แสนตัน
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลตกลงให้ยกเว้นเก็บเงินค่าธรรมเนียมการส่งออกยางพารานอกราชอาณาจักร (เงินเซส) 4 เดือน คือเดือน ก.ย.–ธ.ค. 2556 เพื่อแก้ปัญหาระยะสั้น ซึ่งจะเท่ากับคืนเงินใส่มือเกษตรกรอีกกิโลกรัมละ 2 บาท
เนื่องจากขณะนี้ราคายางต่ำกว่า 2 บาทต่อกก. อย่างไรก็ตามยางที่ยกเว้นการเบเซสจะเป็นยางที่มีการซื้อหลังวันที่ 2 ก.ย. ทั้งนี้หน่วยราชการกระทรวงเกษตรฯได้สำรวจสต๊อกของเอกชนแล้วพบว่ามีปริมาณยางจารึก สิงหปรีชา อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า นโยบายของรัฐถือว่าเป็นการช่วยเหลือที่ไม่ยั่งยืน ส่วนเงินช่วยเหลือค่าปุ๋ยที่ออกมา เป็นเพียงการช่วยเหลือแบบแก้ผ้าเอาหน้ารอดเท่านั้น ที่รัฐทำง่ายและซื้อเวลาได้ แต่ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน แม้ปีนี้ช่วย ต่อไปปีหน้าก็ต้องกลับมาคิดอีกว่าจะทำอย่างไร เพราะสินค้ายางขึ้นลงตามตลาดโลก ทั้งนี้เห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลควรต้องทำ คือการสร้างกลไกราคาสินค้าเกษตรที่เหมาะสมและเป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วน โดยเชิญนักวิชาการ เกษตรกร และผู้มีส่วนได้เสียมาหารือเรื่องต้นทุนที่แท้จริง และกำไรที่เกษตรกรควรจะได้ เพื่อเป็นราคาอ้างอิงของตลาด ซึ่งเมื่อราคาต่ำกว่าราคาอ้างอิง รัฐจะมีมาตรการช่วยเหลือ ซึ่งหลักเกณฑ์นี้ในต่างประเทศจะมีการใช้กันและได้รับการยอมรับระดับสากล
ประโยชน์ที่จะได้จากการมีราคาอ้างอิง คือ การส่งสัญญาณที่ชัดเจนให้ทุกภาคส่วนทราบ เช่น เกษตรกร จะประเมินตัวเองว่าเมื่อราคาเป็นเช่นนี้จะบริหารการปลูกอย่างไร ลดหรือเพิ่มพื้นที่ปลูก และจะมีความยั่งยืนในอาชีพหรือไม่ ภาคเอกชนจะบริหารการผลิตได้เหมาะสม ทั้งการแปรรูปและการตลาด
“เป็นต้นเพราะเอาเข้าจริง ต้นทุนปลูกยางระหว่างสวนเก่าและสวนใหม่ต่างกัน ซึ่งจะเห็นว่าภาคอีสานถูกกว่าภาคใต้เพราะยางอายุน้อยกว่าให้ผลผลิตต่อไร่มากกว่ายางเก่า
นักวิชาการผู้นี้เสนอว่า การแก้ไขปัญหายางต้องคิดให้ครบวงจร ไม่ใช่สินค้าอะไรก็ได้เพื่อดูดซับปริมาณยางส่วนเกินให้หมดไป หรือการทำถนนที่เพียงลดปริมาณยางส่วนเกิน แต่ การส่งเสริมการแปรรูป ต้องคิดถึงสินค้าที่จะสร้างมูลค่าเพื่อสร้างรายได้อนาคตได้ ซึ่งเห็นว่าตลาดสินค้าเพื่อสุขภาพและเพื่อคนสูงอายุจะเป็นตลาดใหม่ที่สร้างโอกาสการใช้ยางเพิ่มขึ้น เนื่องจากแนวโน้มผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ซึ่งรัฐต้องเน้นงานวิจัยและให้ส่งเสริมภาคเอกชนอย่างจริงจังมากขึ้น” จารึก กล่าวทิ้งท้าย
นายไชยยศ สินเจริญกุล นายกสมาคมผู้ส่งออกยางพารา กล่าวว่า ภาคเอกชนพร้อมที่จะเข้าไปซื้อยางกับเกษตรในราคาที่เป็นไปตามกลไกตลาด เพราะเมื่อไม่มีเงินเซสก็จะทำให้โอกาสแข่งขันในตลาดเพิ่ม จะได้แจ้งลูกค้าว่าราคายางไทยลดลง คาดว่าตลาดจะสนองตอบ ส่วนจะซื้อได้ปริมาณเท่าไหร่ก็อยู่ที่ความต้องการของตลาดที่มีเข้ามาประเทศไทย ทั้งนี้เขาเห็นว่า หากรัฐสามารถผลักดันถนนยางพาราได้จริงจะส่งผลให้การใช้ยางในประเทศเพิ่มขึ้นทุกปี เนื่องจากเฉพาะการซ่อมถนนเพียง 8 หมื่นกิโลเมตร ต้องใช้ยางพารา จำนวน 3 แสนตันต่อปี อย่างไรก็ตามทิศทางตลาดโลกยังพอไปได้ แต่ต้องจับตามเศรษฐกิจของจีนและอินเดียด้วย เพราะขณะนี้ลดการบริโภคยางลง จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว







