
ต้นเหตุปัญหาแรงงานชีวิต-งาน ไร้สมดุล
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
ในยุคที่เศรษฐกิจขยายตัว ชีวิตผู้คนตกอยู่ในความเร่งรีบและแข่งขัน ปัจจัยหลายตัวเข้ามารุมเร้า ทำให้คนไทยจำนวนมากต้องทุ่มเทให้การทำงานจนแทบไม่เหลือเวลาส่วนตัวและเวลาครอบครัว ยิ่งก้าวสู่ประชาคมอาเซียนผู้คนยิ่งสุ่มเสี่ยงทำงานหนักมากขึ้น นาฬิกาเรือนใดก็ไม่อาจเพิ่มเวลาที่ไม่ลงตัวนี้ได้ หากไม่มีการวางแผนจัดสมดุล
สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) จึงได้จัดสัมมนาหัวข้อ “ความสมดุลของชีวิตและการทำงาน” ขึ้น เพื่อขจัดปัญหาสังคมและเศรษฐกิจจากความไม่สมดุลของชีวิต “วัยทำงาน”
อรุณี ศรีโต ประธานศูนย์แรงงานนอกระบบสมุทรปราการและปริมณฑล เปิดประเด็นว่า สาเหตุหนึ่งที่แรงงานขาดแคลนในขณะนี้มาจากปัญหาสะสมตั้งแต่อดีต นายจ้างจำนวนมากไม่ส่งเสริมให้ผู้หญิงตั้งครรภ์ระหว่างทำงานในบริษัท ไม่มีสิทธิการลาและสวัสดิการที่ดีสำหรับหญิงตั้งครรภ์ เพราะต้องการให้แรงงานทำงานหนัก คำนึงถึงแต่ประโยชน์ที่ตัวเองจะได้รับ แรงงานจำนวนมากจึงมีบุตรน้อยหรือไม่มีเลย ส่งผลให้ตอนนี้ไทยมีวัยแรงงานน้อยกว่าความต้องการ
“จริงๆ ที่วันนี้แรงงานขาดแคลน น่าจะต้องสมน้ำหน้าผู้ประกอบการหน่อยๆ ด้วยซ้ำ”
ขณะเดียวกัน เมื่อก้าวสู่ประชาคมอาเซียนแรงงานในระบบส่วนใหญ่จะกลายเป็นแรงงานต่างด้าว เพราะคนไทยจะหนีไปทำงานนอกระบบหมด เนื่องจากไม่ต้องมีหัวหน้า มีอิสระมากกว่า สามารถจัดสรรเวลาให้ตัวเองและครอบครัวได้ สังเกตว่าในย่านสุขสวัสดิ์ 74, 76 และ 78 เพียงแค่ 3 ซอย มีผู้ประกอบอาชีพมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ซึ่งเป็นอาชีพนอกระบบถึงกว่า 1,000 คน
สำหรับแรงงานในระบบจำนวนมากขณะนี้ใช้วิธี “เลี้ยงลูกทางไปรษณีย์” คือให้ลูกอยู่ต่างจังหวัด แล้วพ่อแม่ทำงานหนักอยู่ในเมือง ภาครัฐควรสนับสนุนศูนย์เด็กเล็ก ปฐมวัย ที่มีอยู่แล้วในทุกมิติ เช่น เดิมกำหนดว่าต้องมารับเด็กตั้งแต่ช่วงประมาณ 15.00 น. ก็ควรให้รับช้าลงเป็น 17.0018.00 น. เพื่อให้แรงงานเลิกงานก่อนแล้วค่อยมารับได้ นอกจากนี้ ยังต้องช่วยเหลือเด็กชาวต่างด้าวด้วย
ที่สำคัญกลุ่มทุนจะต้องนึกถึงภาคสังคมให้มากขึ้นด้วย ไม่ใช่มุ่งหวังแต่ผลประโยชน์จากการลงทุนและกดขี่แรงงานเพียงอย่างเดียว
ด้าน จิตติมา ศรีสุขนาม เจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการประจำประเทศไทยและลาว องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) กล่าวว่า ภายในที่ทำงานเองหรือในชุมชน อาจต้องมีทั้งศูนย์ดูแลเด็กและศูนย์ดูแลผู้สูงวัย เพื่อให้คนทำงานสามารถยังอยู่ใกล้ชิดกับครอบครัวได้
นอกจากนี้ อาจพิจารณาจัดสรรเงินโอนสำหรับการเลี้ยงดูบุตรเพิ่มขึ้นแบบขั้นบันได จากเดิมที่ให้บุตรถึงแค่ประมาณ 6 ปี ก็อาจปรับเพิ่มให้ถึง 1821 ปี เพราะเป็นช่วงที่บุตรเริ่มเลี้ยงดูตัวเองได้แล้ว
ขณะที่ ทิพย์สุดา สุเมธเสนีย์ ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานการศึกษาและพัฒนาการเรียนรู้ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) กล่าวว่า การจะทำให้เกิดการสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตครอบครัวนั้น ปัจจัยสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “เวลามาก” แต่อยู่ที่ “เวลาที่มีคุณภาพ”
สิ่งสำคัญคือต้องฝึกทักษะให้ผู้คนใช้เวลาอยู่ร่วมกับครอบครัวอย่างมีคุณภาพได้ตั้งแต่เด็ก เพราะปัจจุบันบางคนประสบปัญหาเมื่ออยู่กับครอบครัวแล้วไม่รู้จะสร้างสัมพันธ์อย่างมีคุณภาพอย่างไรดี
ขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) อาจปรับวิธีคิดอัตราเงินเดือนใหม่ โดยให้กลุ่มวัยทำงานช่วงต้นมีเงินเดือนสูง จากนั้นก็สูงขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อใกล้สู่วัยเกษียณแล้วเงินเดือนอาจค่อยๆ ปรับลดลง เนื่องจากบุตรหลานเริ่มมีความสามารถในการทำงานเอง มีภาระน้อยลงแล้ว
ด้าน ภาณุภาคย์ พงศ์อติชาติ นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการพิเศษ สำนักงาน ก.พ. กล่าวว่า ยุคที่กำลังจะมาถึงนับจากนี้ คือยุค Knowledge Intensive Ecomomy คือต้องแข่งขันกันด้วยความรู้ของบุคลากร แนวโน้มคนเจนวายเองก็ต้องการความสมดุลในชีวิตมากขึ้น สถานประกอบการที่ต้องการคนดีคนเก่ง รองรับการแข่งขันทางเศรษฐกิจยุคใหม่ จึงควรให้ความสำคัญกับการจัดสรรเวลาส่วนตัวให้พนักงานด้วย







