
CNTส่อลากยาวเพิ่มทุนพีพี175ล้านหุ้น
ภาวะหุ้นร่วงกระทบคริสเตียนีฯ ขายหุ้นเฉพาะเจาะจง 175 ล้านหุ้น ชี้ถูกไปยังรีบขาย อนาคตเน้นรับงานยาวขึ้น
ภาวะหุ้นร่วงกระทบคริสเตียนีฯ ขายหุ้นเฉพาะเจาะจง 175 ล้านหุ้น ชี้ถูกไปยังรีบขาย อนาคตเน้นรับงานยาวขึ้น
นายสุรศักดิ์ โอสถานุเคราะห์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท คริสเตียนีและนีลเส็น (ไทย) หรือ CNT เปิดเผยว่า ภาวะตลาดหุ้นเหวี่ยงตัวในทิศทางขาลง ทำให้ราคาหุ้นของบริษัทขณะนี้ปรับตัวลดลง 10% นับจากวันที่คณะกรรมการได้มีมติให้เสนอขายหุ้น หรือจากราคา 810 บาท มาอยู่ที่ระดับ 56 บาท จึงได้มีการชะลอแผนการขายหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง (พีพี) จำนวน 175 ล้านหุ้น ออกไปก่อน เพราะมองว่าราคาปัจจุบันนี้คิดบนค่าอัตราราคาเทียบกับกำไรสุทธิต่อหุ้น (พี/อี) ที่ระดับ 9.77 เท่า ถือว่าต่ำเกินไป เมื่อเทียบกับค่า พี/อี ของตลาดขณะนี้อยู่ที่ 14 เท่า
ทั้งนี้ บริษัทได้มีการปรึกษากับบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง ในฐานะผู้จัดจำหน่ายหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าว ได้แนะนำให้รอไปก่อน และยังมีเวลาในการขายภายในเดือน มี.ค. 2557 แต่ไม่ได้กระทบต่อแผนการขยายธุรกิจของบริษัทในแผนย้ายโรงประกอบเหล็กเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต เพราะจะอาศัยวงเงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ไปก่อน
“ในช่วงที่บริษัทจะเสนอขายหุ้นเพิ่มทุน นอกจากภาวะตลาดหุ้นไม่ดีและเป็นจังหวะที่มีหุ้นขนาดใหญ่เสนอขายหุ้นให้ประชาชนครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็นบริษัท สายการบินนกแอร์ (NOK) บริษัท ซีเค พาวเวอร์ (CKP) ซึ่งได้ดึงความสนใจจากนักลงทุนสถาบันในประเทศ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ลงทุนที่บริษัทตั้งใจจะเสนอขายหุ้นเพิ่มทุน” นายสุรศักดิ์ กล่าว
ขณะเดียวกันในกลางเดือน ต.ค.นี้ บริษัทมีแผนจะเดินทางไปโรดโชว์ในฮ่องกง นอกจากจะนำเสนอข้อมูลแล้ว บริษัทจะมีการนำเสนอการขายหุ้นเพิ่มทุนพีพีดังกล่าวด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้มีกองทุนหุ้นขนาดใหญ่อันดับต้นๆ ของญี่ปุ่นสนใจจะเสนอซื้อหุ้นเพิ่มทุน แต่ติดขัดในประเด็นของขนาดการลงทุน กรณีในอนาคตกองทุนดังกล่าวจะมีการขายออก สภาพคล่องของหุ้น CNT ไม่สามารถรองรับการขายผ่านตลาดได้ เพราะซื้อขายแต่ละวันในหลักหมื่นหุ้นเท่านั้น
นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า รายได้ของบริษัทปีนี้น่าจะทำได้เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 9,000 ล้านบาท โดยมีงานในมือรอการรับรู้ 8,481 ล้านบาท และคาดว่าจะสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (มาร์จิน) ในระดับเดียวกับครึ่งแรกของปีที่ทำได้ที่ระดับ 8.6% ได้ แม้ว่าต้นทุนต่างๆ จะเพิ่มขึ้นก็ตาม แต่บริษัทมีศักยภาพในการบริหารต้นทุนได้เป็นอย่างดีและเลือกรับงานที่ดี คาดว่าสิ้นปีนี้มูลค่างานในมือเพิ่มขึ้นเป็น 1 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับการขยายตัวในปี 2557 แต่ยอมรับว่างานก่อสร้างประเภทของไฮเปอร์มาร์เก็ต ที่มีแผนจะเปิดสาขาในต่างจังหวัดได้ชะลอแผนลงทุนก่อน
อย่างไรก็ดี บริษัทจะพยายามมุ่งให้ความสำคัญกับงานระยะยาวที่มีอายุเกิน 1 ปีขึ้นไป ให้มีสัดส่วนเพิ่มเป็น 5060% จากเดิม 40% และจะให้ความสำคัญกับงานในประเทศเป็นลำดับแรก แต่ในกรณีลูกค้าจะไปสร้างสาขาในประเทศใกล้เคียง บริษัทก็มีความพร้อมในการเข้าไปรับงานเหล่านี้







