
ม็อบยาง
ม็อบเกษตรกรชาวสวนยางซึ่งออกมาชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลประกันราคายาง 100-120 บาทต่อกิโลกรัม รวมถึงการประกันราคาปาล์ม ถึงขั้นปิดถนนและเส้นทางรถไฟทั้งขาขึ้นและขาลงในพื้นที่ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งยืดเยื้อมาตั้งแต่กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา
ม็อบเกษตรกรชาวสวนยางซึ่งออกมาชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลประกันราคายาง 100-120 บาทต่อกิโลกรัม รวมถึงการประกันราคาปาล์ม ถึงขั้นปิดถนนและเส้นทางรถไฟทั้งขาขึ้นและขาลงในพื้นที่ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งยืดเยื้อมาตั้งแต่กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา
แต่หลังจากรัฐบาลได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือด้านราคา ใช้งบประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเข้า ครม.ได้ในวันอังคารนี้ ทำให้ท่าทีของกลุ่มผู้ชุมนุมมีทั้งพอใจและไม่พอใจ จากการติดตามข่าว แนวโน้มการชุมนุมอาจไม่ยืดเยื้อมาจนถึงในสัปดาห์นี้
อย่างไรก็ดี เกษตรกรชาวสวนยางที่มีปัญหาเรื่องราคายางตกต่ำ ไม่ใช่มีเพียงจังหวัดภาคใต้ ซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกยางประมาณ 63-66% ขณะที่ปัญหาดังกล่าวก็จะเป็นปัญหาของเกษตรกรชาวสวนยางในภาคอื่นๆ เช่น ภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคกลาง
กรณีม็อบยางที่ จ.นครศรีธรรมราช เป็นกรณีศึกษาสะท้อนถึงปัญหาการชะลอตัวของภาคส่งออก ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก ส่งผลต่อการลดอุปสงค์ความต้องการสินค้าของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะคู่ค้าหลักของไทยซึ่งล้วนมีการชะลอตัว เช่น ในเดือน ก.ค. การส่งออกไปประเทศญี่ปุ่น ติดลบ 10.50% สหรัฐ ติดลบ 0.64% จีน ติดลบ 5.34% ฮ่องกง ติดลบ 7.7% ขณะที่สหภาพยุโรป ตัวเลขที่เคยติดลบกลายเป็นบวก 1.12% การชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าของไทย ส่งผลให้การส่งออกในปีนี้อาจขยายตัวได้ไม่ถึง 2.0% จากที่คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า น่าจะขยายตัวได้มากกว่า 7.0% โดยภาคเกษตรมีการถดถอยมากที่สุด คือในช่วง 7 เดือนแรก ติดลบ 6.07% หากเปรียบเทียบเป็นเงินบาท จะติดลบถึง 9.96%
สำหรับยางพาราซึ่งกำลังเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ ภาคการส่งออกติดลบในเชิงมูลค่าอย่างต่อเนื่อง เฉพาะเดือน ก.ค. ติดลบในเชิงดอลลาร์สหรัฐถึง 20.46% ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางมีปัญหาจนนำไปสู่การชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาประกันราคา
เมื่อเร็วๆ นี้ ผมมีโอกาสได้ประชุมกับผู้ประกอบการ ทั้งภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมใน 10 กว่าจังหวัดทั่วประเทศ พบว่าผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs และภาคเกษตรได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมตัวเลขการบริโภคภายในประเทศจึงชะลอตัว
ปัญหาภาคเกษตรไทยเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้าง ไม่ควรพิจารณาเฉพาะปัจจัยจากคู่ค้าที่ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ แต่ปัญหาใหญ่คือโครงสร้างต้นทุนการผลิตของไทยแข่งขันไม่ได้ รวมทั้งการขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรง และต้นทุนค่าแรงที่สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน 2-3 เท่า อีกทั้งประเทศเพื่อนบ้านของไทยมีการพัฒนา ทั้งเชิงคุณภาพ และปริมาณการผลิตต่อไร่
กรณีม็อบยาง หรือราคาสินค้าเกษตร การแก้ปัญหาด้วยการประกันราคาหรือจำนำเพื่อดึงราคา อาจทำให้เกษตรกรพอใจ (ในระยะสั้น) แต่จะก่อให้เป็นปัญหาทางโครงสร้างซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ในอนาคต (อันใกล้) เพราะสินค้าเกษตรของไทยส่วนใหญ่เกินกว่าครึ่ง ล้วนเพื่อการส่งออก โดยเฉพาะข้าวและยาง ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับต้นๆ ของโลก ด้านราคาจะมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงจากคู่แข่งซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของไทย ซึ่งมีแรงงานอย่างเหลือเฟือและมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่ามาก
ดังนั้น การแก้ปัญหาเสถียรภาพด้านราคาสินค้าเกษตรอย่างยั่งยืน จะต้องมีการยกระดับไปสู่การแปรรูป ทั้งด้านอุตสาหกรรมและพลังงานทางเลือก รวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่ม
ถ้าหากไม่ทำ ในระยะยาวประเทศไทยจะไม่มีทางแข่งขันได้อย่างแน่นอน เพราะการแก้ปัญหาม็อบ ไม่ว่าจะเป็นม็อบยางหรือม็อบอะไรก็ตามด้วยการเข้าไปบิดเบือนราคา เป็นเพียงยาแก้ปวดได้ชั่วคราว แต่ระยะต่อไปกลับยิ่งเพิ่มความซับซ้อนในการแก้ปัญหา...ก็เห็นใจทั้งเกษตรกรและรัฐบาล เรื่องนี้พูดง่าย...แต่ทำยากครับ







