
จับตาสถานนการณ์ซีเรียกดดันเงินบาท
สัปดาห์นี้คาดว่า ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 31.90-32.30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยแรงกดดันจากกระแสเงินทุนไหลออกยังไม่หมดลงและอาจจะมียกสองหรือสาม ดังนั้น ผู้นำเข้ายังต้องทยอยปิดความเสี่ยง ส่วนผู้ส่งออกยิ้มได้กว้างขึ้นในช่วงนี้ เสนอให้ทยอยสะสมกำไรไว้ส่วนหนึ่ง อย่าได้รอให้เงินบาทพลิกฟื้นแล้วต้องมาเสียดายกันภายหลัง
สัปดาห์นี้คาดว่า ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 31.90-32.30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยแรงกดดันจากกระแสเงินทุนไหลออกยังไม่หมดลงและอาจจะมียกสองหรือสาม ดังนั้น ผู้นำเข้ายังต้องทยอยปิดความเสี่ยง ส่วนผู้ส่งออกยิ้มได้กว้างขึ้นในช่วงนี้ เสนอให้ทยอยสะสมกำไรไว้ส่วนหนึ่ง อย่าได้รอให้เงินบาทพลิกฟื้นแล้วต้องมาเสียดายกันภายหลัง
ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตามองในสัปดาห์นี้ยังคงเป็นเศรษฐกิจสหรัฐว่าจะปรับตัวดีขึ้นได้มากแค่ไหน ยิ่งตัวเลขดูดีขึ้นมากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก็จะถอน QE เร็วขึ้นเท่านั้นต้องมารอลุ้นตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ เช่น ทุกๆ เดือนและสำหรับเดือน ส.ค.ที่จะประกาศวันที่ 6 ก.ย.นี้ ตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น จาก 162,000 ตำแหน่งในเดือนก่อนหน้าเป็น 180,000 ตำแหน่ง แต่ถือว่าไม่สูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 7 เดือนแรกที่ 192,000 ตำแหน่ง
อีกปัจจัยที่น่าติดตามไม่แพ้กัน คือรายงานสมุดปกสีเบจของเฟดที่จะออกมาในวันพฤหัสบดี เพราะคณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟดจะดูรายงานนี้ เพื่อจะตัดสินใจว่าภาวะเศรษฐกิจทั่วทุกมุมของสหรัฐจะพร้อมหรือไม่กับการลดปริมาณยากระตุ้นที่ชื่อ QE ในการประชุมครั้งต่อไปวันที่ 17-18 ก.ย.นี้ แต่หากจะลดจริงตลาดคาดว่าเฟดคงไม่ใจร้ายปรับลดในขนาดที่มากกว่า 12 จากปัจจุบันที่เข้าซื้อพันธบัตรเดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
ทั้งนี้ เฟดอาจจะต้องกลับมาดูสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศที่สหรัฐเริ่มเตรียมความพร้อมจะจู่โจมประเทศซีเรียด้วย เพราะอาจจะกลายเป็นประเด็นทำให้ตลาดการเงินปั่นป่วน และสุดท้ายกลับมากระทบการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ อย่าลืมว่าช่วงนี้เศรษฐกิจก็ได้รับผลกระทบไปบ้างแล้ว หลังจากที่อัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน 30 ปี ปรับขึ้นมามากหลังเบอร์แนนคีพูดถึงการลด QE ครั้งแรกช่วงปลายเดือน พ.ค.
อย่างไรก็ดี หากเศรษฐกิจสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่นปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง (ส่วนจีนคงจะเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป) เศรษฐกิจไทยก็น่าจะได้อานิสงส์จากการส่งออก และเมื่อดุลการค้ากลับมาเป็นบวกเพิ่มขึ้น แรงขายเงินบาทและเงินทุนไหลออกก็จะทุเลาลงในเวลาที่ไม่นานเกินรอ
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ของไทยยังคงเผชิญแรงเทขายนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่นเดียวตลาดอื่นๆ ในเอเชีย ตลาดตราสารหนี้ไทยนักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิ 2.4 หมื่นล้านบาท ระหว่างสัปดาห์และยอดสะสมทั้งเดือนเกือบ 4.0 หมื่นล้านบาท ซึ่งแรงขายทำให้ต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวปรับขึ้นอย่างมาก เห็นได้จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ทะยานขึ้นไปที่ 4.39% ระหว่างสัปดาห์ จาก 4.21% ณ วันที่ 23 ส.ค. และยังมีผลต่อการกู้ยืมของภาคเอกชนผ่านหุ้นกู้ในสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วย
ทั้งนี้ ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 31.82 และอยู่ในแนวโน้มที่อ่อนค่าต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน และระหว่างสัปดาห์ลงไปแตะระดับที่อ่อนค่าสุดในรอบเกือบ 37 เดือน ที่ 32.28 จากความกังวลการลดมาตรการ QE และสถานการณ์ที่ตึงเครียดขึ้นระหว่างชาติตะวันตกกับซีเรีย ทำให้ตลาดเข้าซื้อเหรียญสหรัฐและลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง
นอกจากนี้ ปัจจัยภายในประเทศจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอและส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเฉพาะส่งออกของไทยที่หดตัว 1.3% ในเดือน ก.ค.จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 709 ล้านเหรียญสหรัฐ (เกินดุล 255 ล้านเหรียญสหรัฐ หากไม่รวมทองคำ) และดัชนีการลงทุนและการบริโภคเอกชนที่หดตัว
อย่างไรก็ดี ในช่วงปลายสัปดาห์ การเข้าซื้อเงินบาทโดยผู้ส่งออกทำให้การอ่อนค่าของเงินบาทชะลอลง และคาดว่ามีการเข้าแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนโดยธปท.ต่อเนื่องมาจากสองสัปดาห์ก่อน สังเกตจากในช่วงก่อนหน้านี้ที่เงินบาทอ่อนค่าทะลุ 32 บาทขึ้นมา และเงินทุนสำรองต่างประเทศปรับลดลงจาก 172.0 ณ วันที่ 16 ส.ค. ไปอยู่ที่ 170.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ ณ วันที่ 23 ส.ค. สะท้อนการขายเงินเหรียญสหรัฐเพื่อซื้อเงินบาท ณ วันศุกร์ ค่าเงินบาทต่อเหรียญสหรัฐอยู่ที่ระดับ 32.15
ด้านค่าเงินยูโร เปิดตลาดที่ระดับ 1.3381 เคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ มีแรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจในยูโรโซน ณ วันศุกร์ ปิดที่ 1.3240
ส่วนค่าเงินเยน เปิดตลาดที่ระดับ 98.20 ก่อนปรับตัวแข็งค่าขึ้น เนื่องจากตลาดกังวลเกี่ยวกับสงครามกลางเมืองของซีเรียและความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระหนี้ของสหรัฐฯหากสภาคองเกรสไม่ปรับเพดานหนี้ขึ้นก่อนกลางเดือนต.ค. ส่งผลเงินเยนกลายเป็นสกุลเงินที่ปลอดภัยเพิ่มขึ้นและไปแตะระดับ 96.83 โดยข้อมูลทางเศรษฐกิจเป็นบวกมากขึ้น ณ วันศุกร์ เหรียญสหรัฐ/เยน อยู่ที่ระดับ 98.19







