
ลดน้ำหนักหุ้นค้าปลีกกำลังซื้อวูบ
โดย...บริษัท หลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย)
โดย...บริษัท หลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย)
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคจีไอ (ประเทศไทย) มองแนวโน้มหุ้นธุรกิจค้าปลีกไม่สดใส จึงปรับลดน้ำหนักหุ้นกลุ่มนี้ลงจาก “มากกว่าตลาด” เป็น “เท่ากับตลาด”
การปรับลดมุมมองหลังจากผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 2 ปี 2556 ออกมาแย่กว่าที่คาด ตอกย้ำมุมมองของฝ่ายวิจัยของ บล.เคจีไอ ว่า การหดตัวของธุรกิจค้าปลีกน่าจะดำเนินต่อไป เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะลดลงจากการใช้จ่ายตามนโยบายรถคันแรกและความกังวลเกี่ยวกับหนี้ภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น ทำให้อัตราการเติบโตของยอดค้าปลีกและค้าส่งลดลงจาก 7.9% ในครึ่งแรกของปี 2555 เหลือแค่ 5.6% ในครึ่งแรกของปีนี้
บล.เคจีไอ คาดว่าการบริโภคในประเทศจะดีขึ้นในครึ่งหลังของปีจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล อย่างไรก็ตามตัวเลขที่แย่ลงในครึ่งแรกของปีนี้และอัตราการเติบโตที่ชะลอลงในครึ่งปีหลัง ทำให้สมาคมค้าปลีกแห่งประเทศไทยปรับลดประมาณการอัตราการเติบโตในปีนี้ลงจาก 12% เหลือเพียง 9%
แม้จะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มอีก แต่ส่วนใหญ่จะส่งผลดีในระยะยาว มีเพียงแค่มาตรการเดียวจาก 4 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่จะช่วยสนับสนุนการบริโภคในระยะสั้น คือ การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2556 ซึ่งน่าจะช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม และช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคกลับมาจับจ่ายใช้สอยอีกครั้ง
ขณะเดียวกัน มาตรการอื่นๆ ที่เหลือ เช่น การยอมให้ค่าใช้จ่ายในการจัดสัมมนาทางธุรกิจสามารถนำมาใช้หักภาษีสำหรับคำนวณภาษีในปี 2556-2557 ได้ น่าจะต้องอาศัยเวลาและส่งผลดีในระยะยาวมากกว่าที่จะเห็นผลในปีนี้
บล.เคจีไอ มองว่า ธุรกิจร้านสะดวกซื้อเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ดีที่สุดของกลุ่มค้าปลีก เนื่องจากการแข่งขันที่มากขึ้นจากผู้เล่นเดิมในตลาด เช่น แฟมมิลี่ มาร์ท ซึ่งถูกซื้อไปโดยกลุ่มเซ็นทรัลและผู้เล่นรายใหม่อย่าง Lawson ของเครือสหพัฒน์ ชี้ให้เห็นว่าจำนวนร้านสะดวกซื้อในประเทศไทยยังไม่เพียงพอตอบสนองอุปสงค์ของผู้บริโภคที่กำลังเพิ่มขึ้นทั้งในส่วนของสินค้าอุปโภคและบริโภค โดยคาดว่าตลาดร้านค้าสะดวกซื้อน่าจะโตได้ถึง 12% จากปีก่อน ในปี 2556 ซึ่งจะสูงกว่าการเติบโตของร้านค้าปลีกในรูปแบบอื่น
พร้อมกันนี้ จึงเลือกหุ้นบริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม เนื่องจากการเติบโตของร้านสะดวกซื้อมีความโดดเด่นกว่าคู่แข่งและกำไรของ CPALL น่าจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดหลังการเข้ารวมบริษัท สยามแม็คโคร (MAKRO) เข้ามาในงบของบริษัท โดยให้ราคาเป้าหมายหุ้น CPALL อยู่ที่ 54 บาท และคาดว่ากำไรน่าจะอยู่ในขาขึ้นตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป







