
หุ้นฟื้นทอง-น้ำมันร่วง
นักลงทุนคลายกังวลปัญหารุมกินโต๊ะซีเรีย ไทยยันไม่จำเป็นออกมาตรการพยุงตลาด
นักลงทุนคลายกังวลปัญหารุมกินโต๊ะซีเรีย ไทยยันไม่จำเป็นออกมาตรการพยุงตลาด
โลกคลายกังวลโจมตีซีเรีย หนุนหุ้นฟื้น ทองคำ น้ำมันกอดคอร่วง ก.ล.ต.ตลาดยันไม่มีมาตรการพยุง
ตลาดหุ้นโลกส่วนใหญ่ฟื้นตัว ส่วนทองคำร่วงแรงต่ำกว่า 1,400 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์อีกครั้ง และราคาน้ำมันปรับตัวลง หลังจากสภาอังกฤษลงมติคัดค้านการใช้ปฏิบัติการทหารในซีเรีย ทำให้ตลาดผ่อนคลายความกังวลเรื่องอังกฤษจะร่วมกับสหรัฐอเมริกาโจมตีประเทศซีเรีย
ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงส่งผลให้หุ้นในกลุ่มขนส่งดีขึ้น นำโดยบริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) ปิดที่ 4.68 บาท บวก 0.26 บาท หรือ 5.88% แต่หุ้นพลังงานปรับตัวลง ทำให้ดัชนีหุ้นไทยปิดบวกแค่ 1.77 จุด ที่ระดับ 1,294.30 จุด ท่ามกลางมูลค่าซื้อขายบาตา 32,349 ล้านบาท
ด้านนักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นต่อเป็นวันที่สองจำนวน 60 ล้านบาท แต่รวมทั้งเดือน ส.ค. ขายทั้งสิ้น 39,999 ล้านบาท ขณะเดียวกันต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้วันแรก 805 ล้านบาท ส่วนราคาทองในประเทศปรับตัวลงบาทละ 250 บาท ทองคำแท่งรับซื้อ 21,150 บาท และขายออก 21,250 บาท และปิดตลาดค่าเงินอ่อนจากภาคเข้ามาปิดที่ 32.15/17 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
นายวรพล โสคติยานุรักษ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยหลังมีการหารือร่วมกับผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ตอนนี้ไม่มี ความจำเป็นต้องมีมาตรการใดออกมาดูแลสถานการณ์ตลาดหุ้น เพราะเกิดจากปัจจัยต่างประเทศเป็นหลักและกลไกที่สำนักงาน ก.ล.ต.และ ตลท.มีอยู่ก็น่ายังมีความเข้มแข็งพอ
นอกจากนั้น ประเทศไทยยังมีเศรษฐกิจที่แข็งแรง บริษัทจดทะเบียน (บจ.) มีอัตราการทำกำไรที่ดีขึ้น อัตราหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) ยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 1.27 เท่า ซึ่งน้อยกว่าในอดีตมาก
“เชื่อว่าสถานการณ์นี้จะเกิดขึ้นชั่วคราว เชื่อว่านักลงทุนต่างชาติจะต้องหวนกลับมาลงทุนในตลาดหุ้นไทยแน่นอน หลังจากราคาหุ้นปรับลงไปสักระยะ ขณะที่สถานการณ์ประเทศซีเรียก็เป็นเรื่องที่ต้องติดตาม แต่มองว่าจะเกิดในวงจำกัดเท่านั้น” นายวรพล กล่าว
สำหรับเงินที่ไหลออกจากตลาดหุ้น แต่ก็มีการไหลเข้ามาในกองทุนรวม ประเภทกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า สิ่งที่ ตลท.จะต้องทำมากในช่วงนี้คือ การสื่อความเข้าใจออกไปให้นักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทยและ บจ.ไทยยังมีความแข็งแกร่งมากและมีความแตกต่างกับประเทศในกลุ่ม TIPs คือ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์
“ตอนนี้เราต้องสื่อความกับนักลงทุนให้ชัดเจนมากขึ้น เพราะความกังวลของปัญหานี้เริ่มจากประเทศอินเดียและอินโดนีเซีย ที่เป็นจุดเริ่มต้นทำให้เงินทุนเคลื่อนย้ายออกและส่งผลให้ค่าเงินในภูมิภาคนี้อ่อนค่า เงินบาท อ่อนค่าไป 6% ส่วนที่มองว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มจะมีการชะลอตัวนั้น เชื่อว่ายังไม่ใช่ประเด็นหลักที่ทำให้ต่างชาติขายหุ้นออกไป เพราะเงินทุนสำรองไทยยังแข็งแกร่ง แต่สาเหตุหลักมาจาก 2 อย่าง คือ การเริ่มถอนมาตรการคิวอีและการที่ปัญหาเศรษฐกิจอินโดนีเซียและอินเดียเริ่มมีปัญหามาก กว่า” นายจรัมพร กล่าว
สำหรับเรื่องการตั้งกองทุนพยุงหุ้นยังไม่ใช่จังหวะที่นำมาพูดถึง และยังไม่เคยมีการพูดถึงเรื่องนี้แต่อย่างใด ขณะที่สภาพคล่องของตลาดหุ้นไทยยังสูงสุดในภูมิภาคที่ยังเห็นมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยหลัก 35 หมื่นล้านบาทต่อวัน
ทั้งนี้ การที่ ก.ล.ต.และ ตลท.ได้มาหารือร่วมกัน เพราะภายใน 2 สัปดาห์ดัชนีหุ้นร่วงลงมามากกว่า 100 จุด จาก 1,450 จุด ถึงระดับปัจจุบัน ขณะที่ ตลท.ยังไม่ต้องมีการรายงานการเคลื่อนไหวหุ้นให้กับกระทรวงการคลัง หรือธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพราะดัชนีรายวันยังรูดลงไม่ถึง 5% แต่ระหว่างวันจะมีการรายงานความเคลื่อนไหวให้ทราบเป็นระยะ
ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์ได้ปลดเครื่องหมาย SP อนุญาตให้หุ้นบริษัท เอเซีย จอยท์ พาโนราม่า (AJP) กลับมาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) ตั้งแต่วันที่ 11 ก.ย. 2556 โดยไม่มีกรอบราคา (ซิลลิ่ง หรือฟลอร์) หลังบริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานและส่วนของผู้ถือหุ้นเป็นบวก







