
ร่างฯ คุมเนื้อหา กสทช.กว่า 80 ปี ที่สื่อย่ำอยู่กับที่
วงการสื่อสารมวลชนต้องตื่นตัวอีกครั้ง หลังคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ออกร่างประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เรื่อง หลักเกณฑ์การกำกับดูแลเนื้อหารายการในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ...
วงการสื่อสารมวลชนต้องตื่นตัวอีกครั้ง หลังคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ออกร่างประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เรื่อง หลักเกณฑ์การกำกับดูแลเนื้อหารายการในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ...
ร่างประกาศฯ ฉบับนี้เรียกย่อๆ ว่า ร่างประกาศฯ ตามมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ซึ่งมีหลักการสำคัญ คือ ห้ามออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาที่ล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และ กสท.ไปขยายความเป็นหลักเกณฑ์อีก 27 ข้อ ที่เข้าข่ายจำกัดสิทธิ เสรีภาพ การทำงานของสื่อ กระทบถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชน
“ร่างประกาศฯ ฉบับนี้ มีเนื้อหาและข้ออ้างที่ไม่แตกต่างจากกฎหมายเซ็นเซอร์ที่เคยมีมาก่อนในสังคมไทย นับได้ตั้งแต่ปี 2473 จนถึงปี 2556 ข้ออ้างในการเซ็นเซอร์ หรือกำกับดูแล มีวิธีคิดที่ไม่เคยเปลี่ยน แม้จะผ่านมาหลายสิบปีแล้วก็ตาม คือ ข้ออ้างเรื่องศีลธรรม ความมั่นคง และความรุนแรง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประเด็นข้อโต้แย้งและไม่สามารถหาเส้นที่เป็นบรรทัดฐานได้” กฤษดา เกิดดี อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความเห็น
ร่างประกาศฯ ของ กสทช.ฉบับนี้ นอกจากจะทำให้วงการสื่อต้องตื่นตัวแล้ว ภาควิชาการ โดยเฉพาะด้านนิเทศศาสตร์และวารสารศาสตร์ ต้องผนึกกำลังกันเพื่อคัดค้านอีกครั้ง หลังจากเกิดการควบคุมสื่อนับตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา โดยอาจารย์ด้านนิเทศศาสตร์และวารสารศาสตร์จากสถาบันต่างๆ จะลงชื่อคัดค้านร่างประกาศฯ ดังกล่าวและเสนอต่อ กสทช. รวมถึงหน่วยงานกำกับอื่นๆ เช่น วุฒิสภาหรือซูเปอร์บอร์ดต่อไป
สุเนตร ชุตินธรานนท์ ผู้อำนวยการเอเชียศึกษา ในฐานะนักประวัติศาสตร์ กล่าวว่า ยอมรับกับร่างนี้ไม่ได้เลย โดยเฉพาะ ในข้อ 23 ที่ว่าการนำเสนอรายการที่มีเนื้อหาอ้างถึงข้อเท็จจริงในอดีต หรือข้อมูลประวัติศาสตร์ ผู้รับใบอนุญาตจะต้องตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้อง เป็นจริง คำถามคือ อะไรคือข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ในความหมายของร่างฉบับนี้
“อะไรคือความถูกต้องของข้อเท็จจริงในอดีต ข้อมูลประวัติศาสตร์ในโลกนี้ไม่ได้มีชุดเดียว และส่วนใหญ่ประวัติศาสตร์จะเขียนขึ้นเพื่อประโยชน์บางอย่าง การเขียนกฎหมายเช่นนี้น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งว่าหากใครไม่สามารถทำตามประวัติศาสตร์ที่ถูกสร้างขึ้นมา จะถูกนำมาใช้ในการจัดการกับใครก็ได้ใช่หรือไม่” สุเนตร กล่าว
ขณะที่ ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการบริหารสถาบันอิสรา กล่าวว่า การให้อำนาจของ กสทช.ในร่างประกาศฯ ตามมาตรา 37 ถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาต เท่ากับเป็นการปิดสื่อหรือไม่ การปิดสื่อหรือจอดำ ถือเป็นการขัดรัฐธรรมนูญที่ห้ามปิดหนังสือพิมพ์หรือสื่ออื่นๆ ซึ่ง กสทช.ออกกฎหมายเช่นนี้ได้อย่างไร
นี่คือเสียงคัดค้านนักวิชาการที่มีต่อร่างประกาศกำกับเนื้อหารายการตามมาตรา 37 ของ กสทช. หากปล่อยไป สังคมไทยคงย่ำอยู่กับที่ และไม่สามารถก้าวข้ามไปสู่ยุคของ ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น ได้







