
อ่านเกมให้ดีก่อนบุกตลาดอิเหนา
ใครๆ ก็รู้ดีว่า “อินโดนีเซีย” เป็นตลาดที่มีศักยภาพเพราะเป็นตลาดขนาดใหญ่
โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
ใครๆ ก็รู้ดีว่า “อินโดนีเซีย” เป็นตลาดที่มีศักยภาพเพราะเป็นตลาดขนาดใหญ่ แต่ในความเป็นจริงธุรกิจไทยยังไม่ได้ทำการค้าและลงทุนในอินโดนีเซียมากนัก
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดสัมมนา “ความท้าทายและโอกาสการลงทุนไทยในอินโดนีเซีย” โดย นิพิฐ อิศรางกูร ณ อยุธยา ประธานสภาธุรกิจไทยอินโดนีเซีย และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ.) บอกว่า ธุรกิจไทยยังไม่ได้มองตลาดอินโดนีเซียอย่างจริงจัง ทั้งๆ ที่มีประชากร 240 ล้านคน หากขายสินค้าให้คนแค่ 10% ก็รวยมหาศาลแล้ว แต่เหตุผลการที่ไม่มีการค้าการลงทุนมากนัก น่าจะเกิดจากต่างฝ่ายต่างยังไม่แน่ใจ ผู้ประกอบการไทยก็ตั้งคำถามว่า ประชากรจำนวนมากนั้นมีกำลังซื้อมากแค่ไหน ขณะที่ฝ่ายอินโดนีเซียก็ไม่แน่ใจว่า ทำไมต้องเป็นไทยในเมื่อมีชาติอื่นๆ ที่สนใจ
ดังนั้น ต้องเริ่มจากใช้วัฒนธรรมมานำเพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างกัน เพราะอินโดนีเซียมีความหลากหลายมาก หากเข้าใจก็จะทำให้รู้ถึงโอกาสที่มีอยู่
ธุรกิจไทยน่าจะมองหาโอกาสที่จะออกไปโตนอกบ้าน เพราะในอนาคตจะคิดแค่ในบ้านไม่พอแล้ว อย่างกรณีของ ปตท.สผ. ต้องออกไปนอกบ้าน โดยให้น้ำหนักกับภูมิภาคนี้มาก อย่างในพม่า ปตท.สผ.ลงทุน 30% ของการลงทุนทั้งหมด จึงต้องใช้โมเดลโตไปด้วยกัน เพราะหากเกิดปัญหาในบ้านเขา เราก็ได้รับผลกระทบด้วย
สำหรับธุรกิจที่บริษัทไทยมีโอกาส คือ ภาคบริการ ทั้งร้านอาหารไทย โรงแรม โรงพยาบาล ฯลฯ รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งคนอินโดนีเซียมองว่าสินค้าไทยมีคุณภาพสูง
“อะไรๆ ก็เป็นไปได้ในอินโดนีเซีย แต่เรื่องกฎระเบียบต้องดูให้ดี เพราะอาจเกิดปัญหาจากการที่กฎหมายของรัฐบาลกลางกับท้องถิ่นไม่สอดคล้องกัน ซึ่งรัฐบาลก็พยายามปรับแก้กฎระเบียบอยู่ แม้อาจต้องจับตาการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปีหน้า แต่ภาคเอกชนไทยสามารถเตรียมการไว้ก่อนและประเมินความเสี่ยงต่างๆ เมื่อการเมืองชัดเจนจะได้เดินหน้าได้และทำธุรกิจได้ราบรื่น”
ริชาร์ด แยปซุนโต กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีเอ็นซี แอดโวเคทส์ แอท เวิร์ก เจ้าของธุรกิจที่ปรึกษาชาวอินโดนีเซีย แนะว่า นักธุรกิจไทยควรศึกษากฎหมายต่างๆ ให้ดีก่อนเข้าไปลงทุน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมา เพราะตั้งแต่ปี 2542 อินโดนีเซียกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นมากขึ้น จึงอาจมีกฎระเบียบที่ไม่สอดคล้องกับสิ่งที่รัฐบาลกลางต้องการ เช่น นักลงทุนจ่ายภาษีให้รัฐบาลกลางแล้วแต่ก็ต้องจ่ายให้ท้องถิ่นด้วย ซึ่งกำลังพิจารณาแก้ไขให้เป็นมิตรกับนักลงทุนมากขึ้น หากกฎระเบียบใดไม่สมเหตุสมผลก็อาจยกเลิก นอกจากนี้ยังมีกฎระเบียบที่เป็นที่รับรู้กันแต่ไม่มีระบุเป็นลายลักษณ์อักษร
ยกตัวอย่างนักลงทุนจีนที่เพิ่งแพ้คดีเรื่องที่ดิน เพราะชาวต่างชาติไม่ได้รับอนุญาตให้เป็นเจ้าของที่ดิน ขณะที่นักธุรกิจจีนรายนี้ซื้อกิจการต่อจากเจ้าของชาวอินโดนีเซีย ที่ได้สิทธิครอบครองพื้นที่เกษตรในช่วงที่รัฐบาลแจกให้ประชาชนเมื่อตอนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเอเชีย ซึ่งบริษัทจีนไม่ได้ตกลงเรื่องที่ดินดังกล่าวให้ชัดเจน ทำให้สิทธิครอบครองที่ดินยังเป็นของคนท้องถิ่น หรือการใช้เทคนิคแต่งงานกับชาวอินโดนีเซียเพื่อถือครองที่ดินก็เคยเกิดปัญหามาแล้ว หากชาวอินโดนีเซียคนนั้นขอหย่าก็อาจทำให้ทรัพย์สินต่างๆ หมดไปได้นักธุรกิจต่างชาติจึงต้องตรวจสอบให้แน่ใจ
ด้าน ชลิต เตชัสอนันต์ รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไป ธนาคารกรุงเทพ สาขาจาการ์ตา มองว่า นักธุรกิจต้องจับตาความท้าทายนับจากนี้ โดยเฉพาะเรื่องวินัยทางการคลังที่รัฐบาลอินโดนีเซียจะต้องเร่งแก้ไขภายในระยะอันใกล้นี้ รวมถึงความท้าทายต่างๆ ได้แก่ 1.การเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จะมีขึ้นในเดือน ก.ค.ปีหน้า ซึ่งไม่รู้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ 2.กฎหมายและกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ยังยุ่งยาก กฎหมายของรัฐบาลกลางกับท้องถิ่นที่ไม่สอดคล้องกัน 3.กฎหมายแรงงานที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ถูกจ้างมาก จนทำให้นายจ้างใช้แรงงานในท้องถิ่นให้น้อยที่สุดเพื่อเลี่ยงปัญหา และ 4.สาธารณูปโภคพื้นฐานที่ยังไม่พร้อมทำให้ต้นทุนการขนส่งในอินโดนีเซียสูงมาก







