
ผลิตไฟฟ้าจากหญ้าเนเปียร์
หญ้าเนเปียร์ถือเป็นพืชที่ได้รับความสนใจและน่าจับตามอง นอกเหนือจากการใช้เลี้ยงสัตว์แล้ว สามารถนำมาใช้เป็นพืชพลังงานได้อีกด้วย หลายบริษัทจึงหันมาทำฟาร์มหญ้าเนเปียร์ เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน
หญ้าเนเปียร์ถือเป็นพืชที่ได้รับความสนใจและน่าจับตามอง นอกเหนือจากการใช้เลี้ยงสัตว์แล้ว สามารถนำมาใช้เป็นพืชพลังงานได้อีกด้วย หลายบริษัทจึงหันมาทำฟาร์มหญ้าเนเปียร์ เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน
เอ็นพีเอส ในกลุ่มดั๊บเบิ้ล เอ เพาเวอร์ ริเริ่มการทำฟาร์มหญ้าเนเปียร์เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า หวังสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลด้วยพืชพลังงานที่ปลูกเองได้ และสอดรับการเป็นผู้นำโรงไฟฟ้าชีวมวลกำลังการผลิตรวมสูงสุดของประเทศ ตั้งเป้าปลูกหญ้าเนเปียร์ได้ 20,000 ไร่ และเริ่มนำมาผลิตไฟฟ้าได้ภายในปีนี้
อภิชัย ซอปิติพร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เนชั่นแนล เพาเวอร์ ซัพพลาย หรือเอ็นพีเอส เปิดเผยว่า หญ้าเนเปียร์เป็นพืชพลังงานที่น่าจับตามองและมีอนาคตเป็นอย่างมาก นอกเหนือจากนำมาเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์แล้ว ยังนำมาเป็นพืชพลังงานได้อีกด้วย ทั้งการผลิตก๊าซชีวภาพและผลิตไฟฟ้า เนื่องจากมีไฟเบอร์มากเมื่อนำมาเผาจึงให้ค่าความร้อนสูงโตเร็ว และดูแลรักษาง่าย
เอ็นพีเอสจึงริเริ่มปลูกหญ้าเนเปียร์เพื่อนำมาเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลในการผลิตกระแสไฟฟ้า และพัฒนาสายพันธุ์โดยทีมวิจัยของบริษัททำให้ได้ผลผลิตสูง รวมทั้งมีการนำน้ำที่ผ่านการบำบัดในโรงงานมารดแปลงปลูก ตามแนวคิดทำของเสียไม่ให้เสียของ เพื่อนำของเหลือมาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าและไม่เป็นภาระกับสิ่งแวดล้อม
“เอ็นพีเอสเริ่มปลูกหญ้าเนเปียร์ เมื่อปี 2555 ปัจจุบันดำเนินการปลูกไปแล้วถึง 2,000 ไร่ สำหรับการปลูกในระยะแรกนี้จะเป็นการปลูกเพื่อพัฒนาพันธุ์ให้ดีขึ้น สำหรับนำไปขยายพันธุ์ต่อ โดยหญ้าเนเปียร์จำนวน 1 ตัน สามารถนำไปขยายพันธุ์ต่อได้ถึง 2.5 ไร่ เรามีเป้าหมายว่าจะสามารถขยายการปลูกหญ้าเนเปียร์ให้ได้จำนวน 2 หมื่นไร่โดยปลูกในพื้นที่ของบริษัทฯ เองส่วนหนึ่ง และปลูกในพื้นที่เช่ารอบโรงไฟฟ้า หรือที่ดินที่ปลูกพืชเกษตรอื่น แต่ให้ผลผลิตไม่ดีเท่าที่ควร นับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการสร้างรายได้ให้แก่เกษตกรและเจ้าของที่ดินรอบโรงไฟฟ้าของเรา”อภิชัย กล่าว
สำหรับการนำหญ้าเนเปียร์มาผลิตกระแสไฟฟ้าจะเริ่มนำไปใช้ผลิตไฟฟ้าได้ภายในปี 2556 นี้ โดยหญ้าเนเปียร์ที่ได้จะนำมาเป็นเชื้อเพลิงร่วมกับชีวมวลอื่นๆ ในทุกโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าแล้ว นับว่าเป็นผู้ผลิตไฟฟ้ารายแรกของประเทศที่มีการปลูกหญ้าเนเปียร์ เพื่อนำมาเป็นเชื้อเพลิงโดยตรงในการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยไม่ต้องนำมาทำเป็นก๊าซชีวภาพก่อน
ปัจจุบันเอ็นพีเอสมีโรงไฟฟ้าดำเนินการผลิตไฟฟ้าแล้วทั้งหมด 8 โรง ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มบริษัทที่มีโรงไฟฟ้าที่ใช้ชีวมวลเป็นเชื้อเพลิง นอกจากนี้ยังมีโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลแห่งใหม่ที่อยู่ระหว่างก่อสร้างอีก 2 โรง ตั้งอยู่ในเขตสวนอุตสาหกรรม 304อินดัสเตรียล ปาร์ค จ.ปราจีนบุรี เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จจะทำให้เอ็นพีเอสมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมกว่า 700เมกะวัตต์ ในปี 2557
จากการเติบโตทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เอ็นพีเอสจึงได้พัฒนาพืชพลังงานต่างๆ มารองรับการเติบโตทางธุรกิจ การปลูกหญ้าเนเปียร์จึงเป็นหนึ่งในโครงการที่จะสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงจากฟอสซิลอย่างน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่กำลังจะหมดไปในอนาคตอันใกล้นี้ ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงชีวมวลชนิดอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ และทำให้เอ็นพีเอสสามารถบริหารจัดการเชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเป็นเชื้อเพลิงที่สามารถปลูกขึ้นเองได้ หมุนเวียนใช้ ไม่มีวันหมด และใช้เวลาปลูกเพียง 34 เดือน
“ถึงแม้ว่าในขณะนี้โครงการปลูกหญ้าเนเปียร์จะอยู่ในช่วงการปลูกเพื่อพัฒนาให้ได้สายพันธุ์ใหม่ๆ ที่ได้ผลผลิตสูงกว่าในอดีต แต่ในอนาคตเราก็มีแผนที่จะพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เช่น ให้ค่าความร้อนสูงและผลผลิตสูงขึ้น มีความต้านทานต่อสภาพภูมิอากาศ และดูแลรักษาง่ายขึ้น ซึ่งคาดว่าจะทำให้เอ็นพีเอสสร้างเชื้อเพลิงได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” นายอภิชัย กล่าว
ทั้งนี้ นอกเหนือจากการปลูกหญ้าเนเปียร์และพัฒนาพืชพลังงานแล้ว เอ็นพีเอสยังมีแนวคิดใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบทางเกษตรอย่างคุ้มค่า ได้แก่ การนำเปลือกไม้ กิ่ง ก้าน และยอดไม้ที่เหลือจากการผลิตกระดาษของดั๊บเบิ้ล เอ มาต่อยอดเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าของเอ็นพีเอส เพื่อบริหารจัดการเชื้อเพลิงให้คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ







