
รถยนต์ยุคดิจิตอล
เนื่องจากคุณวิฑูรย์ สิมะโชคดี ติดภารกิจคอลัมน์ Green Industry จึงนำแนวโน้มอุตสาหกรรมรถยนต์ในอนาคต จัดทำโดย แมคแคนเวิลด์กรุ๊ป ที่ศึกษาเทรนด์ล่าสุด ภายใต้หัวข้อ “เปิดมุมมองคอนซูมเมอร์เทรนด์ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก” ซึ่งพูดถึงเทรนด์ผู้บริโภคที่จะกำหนดทิศทางในอนาคตและแนวทางใหม่ๆ ในการสื่อสารการตลาดของแบรนด์ยานยนต์ในยุคดิจิตอล
เนื่องจากคุณวิฑูรย์ สิมะโชคดี ติดภารกิจคอลัมน์ Green Industry จึงนำแนวโน้มอุตสาหกรรมรถยนต์ในอนาคต จัดทำโดย แมคแคนเวิลด์กรุ๊ป ที่ศึกษาเทรนด์ล่าสุด ภายใต้หัวข้อ “เปิดมุมมองคอนซูมเมอร์เทรนด์ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก” ซึ่งพูดถึงเทรนด์ผู้บริโภคที่จะกำหนดทิศทางในอนาคตและแนวทางใหม่ๆ ในการสื่อสารการตลาดของแบรนด์ยานยนต์ในยุคดิจิตอล
กรุงเทพฯ (29 กรกฎาคม 2556) – แมคแคน เวิลด์กรุ๊ป ประเทศไทย เผยการศึกษาเทรนด์ล่าสุดภายใต้หัวข้อ “เปิดมุมมองคอนซูมเมอร์เทรนด์ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก” ซึ่งพูดถึงเทรนด์ผู้บริโภคที่จะกำหนดทิศทางในอนาคตและแนวทางใหม่ๆในการสื่อสารการตลาดของแบรนด์ยานยนต์ในยุคดิจิตอล
วฤตดา วรอาคม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านนวัตกรรม แมคแคน เวิลด์กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมยานยนต์นั้นเป็นผู้นำเทรนด์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่อยู่เสมอ ไม่ว่า ‘การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3’ จะเกิดขึ้นหรือไม่ กลุ่มผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์ต้องเผชิญกับความท้าทายจากความเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคยุคใหม่ ประกอบกับการแข่งขันใหม่ๆ จากการรวมกิจการของกลุ่มแบรนด์รถยนต์ระดับโลก
กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์ “เรามองเห็นแนวโน้มที่มุ่งความสนใจมาทางภูมิภาคตะวันออกทั้งในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการสื่อสารแบรนด์ โดยเฉพาะในตลาดสำคัญอย่างประเทศอินเดียและจีน โดยภาพรวมแรงผลักดันหลักๆ คือ นวัตกรรมรถยนต์ไฟฟ้า ความเป็นดิจิตอลในรถยนต์ การออกแบบเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง และการบริการโซลูชันสำหรับการเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งได้ซึ่งเราเชื่อว่า การเข้าใจถึงเทรนด์เหล่านี้จะช่วยให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องก้าวทันการตลาดในยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้”
สำหรับ 5 เทรนด์หลักๆ ที่พบในโลกของยานยนต์ ได้แก่ “New Identities, New Aspirations” และ “Connectivity on Wheels” ส่งผลกระทบที่ชัดเจนต่อนวัตกรรมด้านพัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการ ในขณะที่ “Sustainable Mobility” “Spirit And Soul” และ “Pioneers in Interactivity” เป็นวิธีใหม่ๆ ที่แบรนด์รถยนต์สามารถสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าเกิดความผูกพันกับแบรนด์ในตลาดต่างๆ ทั่วโลก รวมไปถึงตลาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วอย่างเอเชีย
แนวโน้ม 1.แรงบันดาลใจใหม่เพื่อกลุ่มเป้าหมายใหม่ (New Identities, New Aspirations) เพราะรถยนต์ไม่ได้เป็นเพียงยานพาหนะในการเดินทางเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์สำหรับการแสดงความเป็นตัวตนของแต่ละบุคคลอีกด้วย
ในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงในแง่ของทัศนคติและความเป็นตัวตนของผู้บริโภคที่มีผลมาจาก การเปลี่ยนแปลงของลักษณะทางประชากรศาสตร์ (demographics) และการใช้ชีวิต ผู้ผลิตรถยนต์นั้นจึงหันมาออกแบบผลิตภัณฑ์และการสื่อสารแบรนด์ที่ตรงกับความต้องการใหม่ๆของกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆที่เกิดขึ้น
2.ความเป็นดิจิตอลในทุกอณูยานยนต์ (Connectivity on Wheels)คนเมืองทุกวันนี้ใช้เวลามากที่สุดกับการอยู่ในรถและการอยู่หน้าสกรีนดิจิตอลหลากหลาย จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้ประกอบการจะมุ่งหน้าผสมผสานเทคโนโลยีของคอมพิวเตอร์เข้ากับรถยนต์ รถยนต์รุ่นใหม่ๆ มักอัดแน่นด้วยฟังก์ชันดิจิตอล เน้นการเชื่อมโยงระหว่างข้อมูล ท้องถนน และผู้ขับขี่อย่างลงตัว
เริ่มจาก 1) ‘The Fourth Screen’ ซึ่งรถยนต์กลายเป็น ‘จอที่สี่’ ที่ผู้บริโภคใช้ในการเชื่อมต่อกับข้อมูลและคอนเท้นต์จากอินเทอร์เน็ต 2) ‘Natural User Interface’ รถยนต์ที่สามารถเชื่อมต่อกับผู้ขับขี่อย่างไร้รอยต่อ ด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานที่ล้ำสมัยและยังเป็นมิตรต่อการใช้งานในชีวิตจริง 3) ‘Assisted Driving’ ที่ยกระดับความปลอดภัยในการขับขี่รถยนต์ การโต้ตอบโดยตรงกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวแบบอัตโนมัติ
3.ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้ใช้รถใช้ถนนแบบยั่งยืน (Sustainable Mobility) ทุกวันนี้ผู้คนหันมาตื่นตัวกับผลกระทบจากการใช้รถต่อสภาวะโลกร้อนและกังวลกับปัญหาราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แนวโน้มความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่จะขับรถส่วนตัวนั้นน้อยลงเรื่อยๆ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมรถยนต์จึงหันมาเปลี่ยนแปลงบทบาทของตนที่มีต่อชีวิตของผู้บริโภค และปรับวิสัยทัศน์ของบริษัทไปสู่แนวทางการทำธุรกิจใหม่
สำหรับเทรนด์นี้ ขยายด้วยข้อย่อยดังนี้ 1) “Mobility Solutions” การเสริมบริการโซลูชันสำหรับการเดินทางส่วนบุคคลจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของรถยนต์ 2) “Zero Emission Target” การสร้างสรรค์และคิดค้นต้นแบบล้ำสมัยสำหรับรถที่เป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อมยุคใหม่ และมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ 3) “The Sustainability Culture” การมีส่วนร่วมในการแชร์ความรู้และสร้างประสบการณ์เกี่ยวกับความเป็นอยู่ของชุมชนและสังคม ศิลปะและวัฒนธรรม การรักษาสิ่งแวดล้อม และความตื่นตัวต่อสถานการณ์โลกเป็นไลฟ์สไตล์ส่วนหนึ่งของคนเมือง และสร้างพื้นฐานที่ดีสำหรับสิ่งที่แบรนด์จะนำเสนอต่อผู้บริโภคในโลกอนาคต
1) ‘Mobility Solutions’ การเสริมบริการโซลูชั่นสำหรับการเดินทางส่วนบุคคล จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของรถยนต์ 2) ‘Zero Emission Target’ การสร้างสรรค์และคิดค้นต้นแบบล้ำสมัยสำหรับรถที่เป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อมยุคใหม่ และมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ 3) ‘The Sustainability Culture’ การที่แบรนด์รถยนต์มีส่วนร่วมในการแชร์ความรู้และสร้างประสบการณ์เกี่ยวกับ ความเป็นอยู่ของชุมชนและสังคม ศิลปะและวัฒนธรรม การรักษาสิ่งแวดล้อม และความตื่นตัวต่อสถานการณ์โลกเพื่อเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ของคนเมือง และสร้างพื้นฐานที่ดีสำหรับสิ่งที่แบรนด์จะนำเสนอต่อผู้บริโภคในโลกอนาคต
4.จุดยืนด้านความเป็นตัวตนและจิตวิญญาณของแบรนด์ (Spirit And Soul) ปัจจุบันผู้คนหันมามองหาความหมายและที่พึ่งทางจิตใจเพื่อก้าวสู่อนาคตข้างหน้าได้อย่างเข้มแข็ง เพราะฉะนั้นการสื่อสารแบรนด์ที่เข้าถึงจิตใจของผู้บริโภคไม่ใช่เพียงตอบโจทย์ทางด้านเหตุผล จะสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ยาวนานและมีความหมายลึกซึ้งยิ่งขึ้น
1) ‘The Human Spirit’ แบรนด์รถยนต์เริ่มสื่อถึงจิตวิญญาณของแบรนด์ ด้วยการสื่อสารที่พูดถึงคุณลักษณะที่น่าชื่นชมต่างๆของมนุษย์ เพื่อปรอบประโลมเรื่องราวด้านลบที่ผู้บริโภคต้องพบเจอในชีวิตประจำวัน 2) ‘Brand Heritage’ การสื่อสารแก่นแท้และความเป็นมาของแบรนด์ เป็นวิธีที่ดีในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผลิตภัณฑ์และวัฒนธรรมของกลุ่มเป้าหมายในภาพกว้าง 3) ‘Connections to Culture’ การสร้างจุดเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้บริโภค โดยการนำสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่มีความหมายอันลึกซึ้งต่อผู้บริโภคมาใช้ในสื่อสาร ซึ่งเป็นวิธีที่หลายแบรนด์ปรับเข้าหาตลาดเกิดใหม่ยักษ์ใหญ่ เช่นประเทศจีนและอินเดีย
5.สร้างสรรค์มิติประสบการณ์ผ่านประสาทสัมผัส (Pioneersin Interactivity) เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์นั้นถูกขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม แบรนด์รถยนต์จึงเป็นผู้นำในการใช้นวัตกรรมทางด้านใช้สื่อดิจิตอลในการโฆษณา เพื่อสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้บริโภค
แนวโน้มเหล่านี้ คือ เทรนด์ใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมรถยนต์ และสอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิตอลในยุคสมัยนี้ มุมมองระหว่างสื่อดั้งเดิมและสื่อใหม่เช่นดิจิตอลมีการผสมผสานกันอย่างแยกออกไม่ได้ ทำให้ 1) ‘Integrated Campaigns’ การสื่อสารไอเดียหลักผ่านสื่อที่หลากหลายยิ่งขึ้น เพื่อที่จะจับความสนใจของผู้บริโภคได้ 2) ‘LargerThanLife’ การเปลี่ยนการโต้ตอบกับสิ่งรอบตัวในชีวิตประจำวัน มาสร้างเป็นประสบการณ์ที่สนุกสนานน่าตื่นเต้นเพื่อสร้างความผูกพันระหว่างแบรนด์และผู้บริโภค 3) ‘Mobile Engagement’ การเชื่อมโยงรถยนต์เข้ากับแอพพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟนโดยเน้นการสร้างความสนุกสนานและสื่อสารถึงประโยชน์ที่จับต้องได้จริงพร้อมผสานความเป็นโซเชียล เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ขับและ แบรนด์อย่างต่อเนื่อง







