
อาเบะโนมิกส์
ตัวเลขเศรษฐกิจที่ประกาศโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ยืนยันแล้วว่า ไตรมาส 2 เศรษฐกิจไทยเติบโตเพียง 2.8% ต่ำกว่าไตรมาส 1 ที่โต 5.4% ซึ่งก็ต่ำกว่าไตรมาส 4 ของปีที่แล้วที่โตถึง 18.9% เมื่อเทียบ GDP (Gross Domestic Product : ผลิตผลมวลรวมในประเทศ) ไตรมาสต่อไตรมาส จะเป็นตัวเลขการเติบโตที่ “ติดลบ” โดยไตรมาส 1 ติดลบ 1.7% และไตรมาส 2 ก็ติดลบอีก 0.3%
ตัวเลขเศรษฐกิจที่ประกาศโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ยืนยันแล้วว่า ไตรมาส 2 เศรษฐกิจไทยเติบโตเพียง 2.8% ต่ำกว่าไตรมาส 1 ที่โต 5.4% ซึ่งก็ต่ำกว่าไตรมาส 4 ของปีที่แล้วที่โตถึง 18.9% เมื่อเทียบ GDP (Gross Domestic Product : ผลิตผลมวลรวมในประเทศ) ไตรมาสต่อไตรมาส จะเป็นตัวเลขการเติบโตที่ “ติดลบ” โดยไตรมาส 1 ติดลบ 1.7% และไตรมาส 2 ก็ติดลบอีก 0.3%
การชะลอตัวสองไตรมาสติดต่อกัน ทำให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะ “ถดถอยทางเทคนิค” หรือ Technical Recession ส่งผลให้ต้องปรับเป้าประมาณการเติบโตของ GDP ปีนี้เหลือเพียง 3.8% และจะเห็นได้ว่า สศช. ได้ปรับประมาณการเติบโตเศรษฐกิจปีนี้ “ลดลง” ทุกครั้งที่มีการทบทวนเป้าหมายทางเศรษฐกิจ เป็นเครื่องตอกย้ำว่าเศรษฐกิจไทย “น่าเป็นห่วง” มากๆ
ประกอบกับแนวโน้มการยกเลิก QE (Quantitative Easing : มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ) ของทางฝั่งอเมริกา ทำให้มีแรงขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ ส่งผลให้หุ้นไทยลงต่ำกว่าระดับ 1,400 จุด และมีแนวโน้มที่จะลงต่อจากความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจและการเมืองของไทย
การชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย แม้สาเหตุส่วนหนึ่งจะเป็นผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจภายนอกประเทศ แต่หลักๆ ก็น่ามาจากการบริหารจัดการภายในที่ดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่ “ผิดทิศผิดทาง” และไม่ได้จัดอันดับความสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจ ทำให้การใช้เงินเท่าที่ผ่านมาเป็นการ “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” และไม่ค่อยมีประสิทธิภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตลอดจนก่อให้เกิดปัญหาตามมาไม่ว่าจะเป็นนโยบายรถคันแรกและจำนำข้าว
ต่อไปคงจะไปโทษว่าเป็นผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกคงไม่ได้แล้ว เพราะเศรษฐกิจยูโรโซนตอนนี้ก็หลุดพ้นจากภาวะถดถอยแล้ว เศรษฐกิจสหรัฐก็ดีขึ้นเรื่อยๆ และที่ได้ผลอย่างเป็นรูปธรรม คือ เศรษฐกิจญี่ปุ่นที่มีการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่โดยรัฐบาลใหม่ (แต่นายกฯ เก่า) ที่เข้ามาบริหารประเทศตั้งแต่ต้นปี โดยมีผู้นำคือนายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ ที่มีเป้าหมายจะดึงเศรษฐกิจญี่ปุ่นออกจากทศวรรษแห่งความสูญหาย หรือ The Lost Decade ที่ทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นหยุดการเติบโตไปมากกว่าทศวรรษ
ฝรั่งได้ให้ความนิยามของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของญี่ปุ่นว่าเป็น “เศรษฐศาสตร์แนวทางอาเบะ” หรือ Abenomics เป็นการนำชื่อผู้นำการปรับโครงสร้างครั้งนี้มารวมกับคำว่า Economics ซึ่งแปลว่าเศรษฐศาสตร์
Abenomics นับเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพและเห็นผลที่เป็นรูปธรรมมากๆ ไม่ว่าจะเป็นการอัดฉีดเงินไม่จำกัดจำนวน และไม่จำกัดเวลาเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจญี่ปุ่น เป็นมาตรการ QE ฉบับญี่ปุ่นที่ทำให้ค่าเงินเยนอ่อนตัวลงอย่างรุนแรง ส่อจะเกิด “สงครามการเงิน” หรือ Currency War ซึ่งญี่ปุ่นไม่สน เพราะทำให้ส่งออกได้ดีขึ้น เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีการเติบโตมากขึ้น และเงินเฟ้อสูงขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ญี่ปุ่นต้องการ เพราะเจอเงินฝืดมาหลายปี ตลอดจนการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง เช่น การยกเลิกวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวไทยและมาเลเซีย ซึ่งเห็นผลชัดเจน เพราะทัวร์ไทยไปญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว
การบริหารเศรษฐกิจในแนวทางของ Abe ทำให้เห็นความสำคัญของ “ผู้นำ” ที่ต้องมีความสามารถในการนำพาประเทศออกจากวิกฤต ซึ่งความจริงบ้านเราเองก็เคยมี “Thaksinomics” หรือ “เศรษฐศาสตร์แนวทางทักษิณ” ที่ทำให้เศรษฐกิจบ้านเราพ้นวิกฤต หลุดจากการควบคุมของ IMF (International Monetary Fund : กองทุนการเงินระหว่างประเทศ) และทำให้เศรษฐกิจเติบโต ประชาชนกินดีอยู่ดีไปหลายๆ ปีก่อนเจอ “Thaksilitics” หรือ “การเมืองที่เกี่ยวกับทักษิณ” ที่ทำให้บ้านเราเกิดความขัดแย้งและวุ่นวายไม่รู้จบอย่างเช่นในปัจจุบัน







