
หวั่นไอพีพีช้าไฟพีกกฟผ.ปรับแผนรับมือ
โพสต์ทูเดย์
— กฟผ. หวั่น 23 ปีข้างหน้า โรงไฟฟ้าเอกชน 4 แห่งเลื่อนเข้าระบบ เร่งหาแผนสำรอง หลังไฟพีกทำสถิติสูงสุด ครั้งที่ 9นายสุทัศน์ สิริวัฒน์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ปริมาณการใช้ไฟฟ้าของประเทศที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากการเติบโตของเศรษฐกิจ ทำให้มีความกังวลต่อแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศหรือพีดีพี โดยเฉพาะกรณีโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (ไอพีพี) 4 แห่ง ที่อาจต้องเลื่อนเข้าระบบออกไปอีก เนื่องจากเกิดปัญหากับชุมชนในพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้า ซึ่งจะทำให้เกิดความเสี่ยงในการผลิตไฟฟ้าในอีก 23 ปีข้างหน้า
ประกอบกับล่าสุด เมื่อวันที่ 22 เม.ย. ความต้องการไฟฟ้าสูงสุด (พีก) เท่ากับ 23,897 เมกะวัตต์ ที่อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด 37.5 องศาเซลเซียส นับเป็นครั้งที่ 9 ของปี 2553 ที่ทำลายสถิติปี 2552 สูงขึ้น 8.4% และสูงกว่าประมาณการในค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าในแผนพีดีพี ซึ่งเป็นผลมาจากการฟื้นตัวทางด้านเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจของประเทศ
อย่างไรก็ตาม หากมีโรงไฟฟ้าไหนเลื่อนออกไปก็ต้องเตรียมแผนสำรองในการหาโรงไฟฟ้าอื่นมาทดแทน เพื่อรักษาความมั่นคงด้านระบบไฟฟ้าของประเทศ เนื่องจากไทยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้ามากเกินไป จึงต้องพยายามรักษาปริมาณสำรองไฟฟ้าไม่ให้ต่ำกว่า 20%
“
ตัวเลขไฟพีค ทำสถิติถึง 9 ครั้งในปีนี้ ถือว่าน่าเป็นห่วงหากมองในด้านของการผลิตไฟฟ้า แต่หากมองในแง่เศรษฐกิจสะท้อนให้เห็นว่าภาคอุตสาหกรรมมีการฟื้นตัว สิ่งที่กฟผ.ยังกังวลก็คือ ในช่วง 34 ปีข้างหน้า หากไอพีพี 4 แห่ง ที่ต้องเข้าระบบในช่วงปี5456 ล่าช้าจากแผนเดิม จะเป็นความเสี่ยงต่อระบบไฟฟ้า ซึ่งไกฟผ.ได้เตรียมแผนรับมือไปแล้ว โดยจะเร่งให้โรงไฟฟ้าวังน้อยหน่วยที่ 4 และโรงไฟฟ้าจะนะ หน่วยที่ 2 ให้เข้าระบบได้ทันตามแผนปี 2557” นายสุทัศน์ กล่าวอย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานและ กฟผ. ได้ทำโครงการ
“วัดมัสยิด ประหยัดไฟ...รวมใจสมานฉันท์” โดยการเปลี่ยนหลอดประหยัดพลังงานเบอร์5 จำนวน 1.5 แสนหลอด และหลอดผอมเบอร์5 จำนวน 3 แสนหลอด ให้แก่ศาสนสถาน 600 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งจะสามารถช่วยลดพลังงานไฟฟ้าของประเทศได้ประมาณ 35 ล้านหน่วยต่อปี ประหยัดเงินได้ 106 ล้านบาทต่อปี และลดการใช้พลังงานได้ 35 ล้านหน่วยต่อปี






