
‘พิโอลิ’ปั้นเจลลีวัยทองรับคนสูงอายุพุ่ง
“พิโอลิ” พัฒนาอาหารเสริมเจลลีเจาะกลุ่มวัยทอง สบช่องคนชราล้นโลกในอนาคตหวังเพิ่มยอดขายเติบโตเพิ่ม15% ทุกปี
“พิโอลิ” พัฒนาอาหารเสริมเจลลีเจาะกลุ่มวัยทอง สบช่องคนชราล้นโลกในอนาคตหวังเพิ่มยอดขายเติบโตเพิ่ม15% ทุกปี
น.ส.ยศสิรินทร์ อนุสนธิ์พัฒน์ ผู้จัดการส่งออก บริษัท กวนอิมริชเช็สริช (ประเทศไทย) เจ้าของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ตราพิโอลิ (Peoli) เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างพัฒนาสินค้าอาหารเสริมกลุ่มใหม่ เจลลีสำหรับผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่กำลังเข้าสู่วัยทอง ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดที่มีจำนวนมากทั่วโลกในอนาคต โดยอิงจากฐานประชากรยุคเบบี้ บูมเมอร์ กลุ่มคนที่เกิดในช่วงปี 24892507 ซึ่งมีสัดส่วนมากที่สุดในขณะนี้
สำหรับสินค้าเจลลีวัยทอง พิโอลีอยู่ระหว่างขั้นตอนการพัฒนาการทำตลาดและบรรจุภัณฑ์ คาดพร้อมเปิดตัวสินค้าราวกลางปี 2557 จับกลุ่มเป้าหมายผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งอาจต้องการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารควบคู่ไปกับโภชนาการด้านอื่นๆ เป็นต้นซึ่งบริษัทยังได้พัฒนาสูตรและรสชาติสินค้าให้ถูกใจทั้งคนไทยและต่างชาติ เพื่อรองรับแผนการทำตลาดต่างประเทศในอนาคตด้วย
“ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตลาดเสริมอาหารและขนมขบเคี้ยวประเภทเจลลีเคี้ยวหนึบหนับในประเทศไทยมีอัตราการเติบโตไม่ต่ำกว่า 2 หลักทุกปี ซึ่งบริษัทเห็นโอกาสจากช่องว่างดังกล่าวที่ยังไม่มีผู้เล่นมากนัก” น.ส.ยศสิรินทร์ กล่าว
ทั้งนี้ บริษัทพัฒนาสินค้าอาหารเสริมภายใต้แบรนด์ พิโอลิ มานาน 3 ปี โดยมีสินค้าหลัก คือ วิตามิน เอเนอร์ยี ซี โกลด์ แบบบรรจุซอง จำนวน 2 รสชาติ คือ องุ่น และลิ้นจี่ ขนาด 15 กรัม วางราคาจำหน่าย 18 บาท และคอลลาเจน พลัส ขนาดบรรจุซอง 25 กรัม มี 2 รสชาติ คือสตรอเบอร์รี และมิกซ์เบอร์รี ปริมาณคอลลาเจน 2,500 กรัม วางราคาจำหน่าย 28 บาทต่อซอง พร้อมปรับโฉมตราสินค้าและบรรจุภัณฑ์ใหม่ (รีแพ็กเกจจิง) ไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมาเพื่อขยายการทำตลาดสินค้าในวงกว้างภายในประเทศมากขึ้น จากปัจจุบัน ทำตลาดทั้ง 2 ช่องทางหลัก คือ ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ขนาดใหญ่(โมเดิร์นเทรด) และร้านค้าปลีกดั้งเดิม(ทราดิชันนัล เทรด) พร้อมมีแผนนำสินค้าเข้าไปทำตลาดในร้านค้าปลีกสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น รายปลายปีนี้ด้วย
สำหรับสินค้าเสริมอาหารแบรนด์ดังกล่าว มีโรงงานผลิตในย่านบางบัวทอง มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 30ตันต่อวัน ซึ่งบริษัทยังดำเนินการรับจ้างการผลิตสินค้า(โออีเอ็ม)เสริมอาหารแบรนด์อื่นเพื่อส่งออกไปยังต่างปะเทศ โดยมีได้สัดส่วนราว 15% ส่วนที่เหลือ 85% ผลิตสินค้าแบรนด์ตัวเอง ซึ่งจากการเตรียมทำตลาดสินค้าออกใหม่ในปีหน้าคาดผลักดันให้บริษัทมีอัตราเติบโตรายได้เพิ่มขึ้น 15% ต่อปี จากปัจุบันเติบโต10% จากปีก่อน







