
โซนนิ่งอ้อยเจอตอผลผลิตล้นโรงงานน้ำตาล
ดูเหมือนนโยบายจะยังไม่สอดคล้องกันเสียแล้วระหว่างการทำโครงการโซนนิงพื้นที่เกษตร ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
ดูเหมือนนโยบายจะยังไม่สอดคล้องกันเสียแล้วระหว่างการทำโครงการโซนนิงพื้นที่เกษตร ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่จะมีการเปลี่ยนนาข้าวไปปลูกอ้อยเพิ่มขึ้น แต่ในขณะที่ฝั่งของกระทรวงอุตสาหกรรม แม้จะเห็นสอดคล้องเรื่องเพิ่มพื้นที่ปลูกอ้อยในระยะยาว แต่ปัจจุบันยังติดปัญหาสำคัญ คือ กำลังการผลิตน้ำตาลของโรงงานน้ำตาลยังไม่เพียงพอรองรับปริมาณอ้อยที่จะเพิ่มขึ้น
“สมศักดิ์ สุวัฒิกะ” เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า สอน.อยู่ระหว่างจัดทำแผนพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายและอุตสาหกรรมต่อเนื่องระยะ 8 ปี พ.ศ. 2557-2564 โดยคาดว่าจะเสร็จใน 2 สัปดาห์นี้
โดยแผนดังกล่าวจะสอดรับกับนโยบายรัฐบาลที่นำร่องโซนนิงทางการเกษตร ซึ่งจะมีการเพิ่มพื้นที่ปลูกอ้อยอีกประมาณ 8-10 ล้านไร่ จากปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกอ้อยอยู่แล้ว 10 ล้านไร่ รวมเป็นประมาณ 20 ล้านไร่ ทำให้ผลผลิตอ้อยเพิ่มจาก 100 ล้านตันอ้อย เป็นประมาณ 200 ล้านตันอ้อยต่อฤดูกาลผลิต
อย่างไรก็ตาม สอน.กังวลว่า พื้นที่ปลูกอ้อยที่จะเพิ่มขึ้น 8-10 ล้านไร่ จะมีโรงงานน้ำตาลไม่เพียงพอรองรับปริมาณอ้อยที่เพิ่มขึ้นถึง 1 เท่าตัว โดยทั่วประเทศมีโรงงานน้ำตาล 50 โรง มีศักยภาพในการหีบอ้อยวันละ 7.5 แสนตันต่อวัน ซึ่งระยะเวลาหีบอ้อย 120 วัน เท่ากับหีบอ้อยได้ 90 ล้านตันเท่านั้น ทั้งนี้ เนื่องจากอ้อยไม่สามารถเก็บไว้นานเหมือนพืชชนิดอื่น หากเก็บเกินกว่า 120 วันหลังจากตัดจะทำให้สูญเสียค่าความหวานลง โดยฤดูหีบที่ผ่านมามีอ้อยเข้าหีบ 99.68 ล้านตัน และฤดูกาลผลิตปี 2556/2557 นี้ คาดว่าผลผลิตอ้อยจะมีมากถึง 110 ล้านตันอ้อย
“การจะหีบอ้อยให้ได้ทั้งหมดต้องมีกำลังการหีบอ้อยที่เพิ่มมากขึ้น หากผลผลิตอ้อยเพิ่มมากกว่านี้จะเกินกว่าศักยภาพที่โรงงานน้ำตาลในภาพรวมที่มีอยู่ ดังนั้น การเพิ่มพื้นที่ปลูกต้องดำเนินการไปพร้อมกับการมีโรงงานที่เพียงพอรองรับ ไม่เช่นนั้นก็จะประสบปัญหาราคาอ้อยตกต่ำ”
อย่างไรก็ตาม “สมศักดิ์” กล่าวว่า ปริมาณอ้อยที่จะเพิ่มขึ้นดังกล่าว ทำให้ สอน. ต้องเร่งให้ภาคโรงงานให้มีจำนวนเพิ่มขึ้น แต่ยังมีปัญหาว่า กรการสร้างโรงงานยังช้าและใช้เวลาประมาณ 23 ปี และโรงงานที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างได้ราว 10 แห่ง ยังไม่เริ่มการก่อสร้าง
ซึ่งหากไม่มีการก่อสร้างใน ในส่วนนี้ สอน. จะต้องเข้าไปกระตุ้นและสอบถามว่าเกิดปัญหาในจุดใดที่ทำให้เกิดความล่าช้า ซึ่งตามปกติจะให้เวลาเอกชน 5 ปีตั้งแต่วันที่ได้รับอนุมัติ หากไม่มีการลงทุนก็ต้องยึดใบอนุญาตคืน สำหรับโรงงานที่ได้รับอนุมัติให้ย้ายหรือขยายโรงงาน ก็จะมีการกระตุ้นให้ดำเนินการให้เสร็จเร็วขึ้น
เลขาธิการ สอน. กล่าวว่า ส่วนปริมาณน้ำตาลที่คาดว่าจะผลิตได้เพิ่มขึ้นเป็น 20 ล้านตันในอนาคต เชื่อว่าจะไม่มีปัญหา เพราะมีตลาดโลกรองรับ และมีแนวโน้มที่ราคาจะปรับตัวดีขึ้นในปีหน้าจากที่มีการสำรวจความต้องการในเอเชียพบว่า ในช่วง 8 ปีข้างหน้าจะมีความต้องการน้ำตาลเพิ่มขึ้น 34 ล้านตัน เพิ่มขึ้นปีละ 8% และมีปริมาณสำรองในตลาดโลกเพียง 8 ล้านตันเท่านั้น ในขณะที่ประเทศบราซิลหันไปผลิตเอทานอลเพิ่มขึ้น
“การเติบโตของตลาดน้ำตาลในตลาดโลกมีอยู่ ประกอบความต้องการใช้เอทานอลในไทย จะเพิ่มขึ้นจาก 1.2 ล้านลิตรต่อวันเป็น 9 ล้านลิตรต่อวันในปี 2564 ตามที่กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) คาดการณ์ไว้ ก็จะมีปริมาณโมลาสผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมน้ำตาลไปผลิตด้วย และยังมีกากอ้อยนำไปเป็นเชื้อเพลิงโรงงานไฟฟ้าชีวมวลอีกด้วย” สมศักดิ์ กล่าว
สำหรับการสื่อข่าว รายงานว่า นอกจากการต้องหาแนวทางเพิ่มจำนวนโรงงานน้ำตาลให้สอดรับกับปริมาณอ้อยที่จะเพิ่มขึ้นตามทั้งความต้องการน้ำตาลทรายและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องในอนาคตและรับกับนโยบายของรัฐบาล ขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรม โดย สอน. ยังมีโจทย์สำคัญนั่นคือการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย โดยเฉพาะการปล่อยลอยตัวราคาน้ำตาลเพื่อเคลื่อนไหวตามราคาตลอดโลก แต่ต้องอยู่ภายใต้โจทย์ที่มีความเป็นธรรมทั้งต่อชาวไร่อ้อย โรงงานน้ำตาล และต้องไม่เป็นภาระภาครัฐ ล่าสุด สอน. ก็ยอมรับว่า การดำเนินการมีรายละเอียดต้องพิจารณาอีกมาก คงดำเนินการไม่ทันในฤดูกาล 2556/2557 แต่ในที่สุดการปรับโครงสร้างต้องเดินหน้าเพราะหลังการเปิดประชาคมอาเซียนที่การค้าเป็นไปอย่างเสรี หากระบบกำหนดราคายังตายตัวแบบปัจจุบัน อาจสร้างปัญหาในระยะยาวได้







