
ใช้ ‘WYSIWYG’ ช่วยในงานขาย
“WYSIWYG” (ออกเสียงว่า wizeewig) คำนี้เป็น Acronym หรือคำที่ดึงมาจากอักษรนำหน้าของแต่ละคำในประโยค ซึ่งคำเต็มทั้ง “What You See Is What You Get”
“WYSIWYG” (ออกเสียงว่า wizeewig) คำนี้เป็น Acronym หรือคำที่ดึงมาจากอักษรนำหน้าของแต่ละคำในประโยค ซึ่งคำเต็มทั้ง “What You See Is What You Get”
“WYSIWYG” เป็นคำเกิดใหม่ เมื่อ ค.ศ. 1982 หรือราว 30 ปีมานี้เอง โดยที่มาของคำนี้มาจากพวกผลิตคอมพิวเตอร์ต้องการที่จะเสนอคำที่ต้องการขายสินค้าของตนที่สัมพันธ์กับการพิมพ์ เนื่องจากคอมพิวเตอร์ที่เราเห็นว่าทำอะไรออกมาสวยงาม และมีพัฒนาการกันแปลกใหม่ในปัจจุบันนี้ แต่ก่อนนั้นไม่ใช่อย่างนี้ค่ะ...
พวกทำคอมพิวเตอร์ในสมัยเริ่มต้นนั้นประสบปัญหาใหญ่ขวางทางอยู่หลายเรื่อง ปัญหาใหญ่เรื่องหนึ่งคือภาพที่เห็นในจอคอมพิวเตอร์เมื่อสั่งให้ Printer พิมพ์ออกมา กลับผิดเพี้ยนไปอีกอย่าง ซึ่งความบกพร่องนี้เห็นได้ชัดเจนจากงานที่มีการพิมพ์ตัวอักษร หรือ Fonts ซึ่งนักออกแบบทำหนังสือและงานกราฟิก
นี่เป็นสิ่งที่ท้าทายนักคิดและพวก Graphic Designer ในช่วงนั้นเป็นอย่างมาก ในขณะที่พวกผลิตคอมพิวเตอร์เกือบทุกบริษัทก็ยังมองว่าตลาดพวกนักออกแบบยังมีจำนวนน้อย แต่มีการใช้คอมพิวเตอร์ในบ้านและสำนักงานเพิ่มขึ้น จึงหันไปผลิตคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในสำนักงานและใช้ในบ้านกันเกือบหมดและพยายามเข็นสินค้าวางขายในตลาด
แต่บริษัทหนึ่งมองตลาดต่างจากคนอื่น บริษัทนั้นหันไปจับมือกับบริษัททำซอฟแวร์เพื่อสร้างคอมพิวเตอร์ให้ได้ผล “What You See Is What You Get (WYSIWYG)” “เห็นในจอคอมพิวเตอร์อย่างไร จะต้องพิมพ์ออกมาได้อย่างนั้น” 100%
แทนที่จะผลิตคอมพิวเตอร์ไปวางขายในซูเปอร์มาร์เก็ต บริษัทนี้มุ่งเป้าทำคอมพิวเตอร์ไปขายพวกออกแบบงานกราฟฟิก ทำให้ดีและขายแพงไปเลย และเชื่อมั่นว่าราคาไม่ใช่ปัญหา ด้วยเหตุผลที่ว่า Graphic Designer กลุ่มหนึ่งมักมีบริษัทลงทุนซื้อคอมพิวเตอร์ให้ทำงาน และอีกกลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มคนซื้อสินค้าที่มีความเชื่อว่า ของดีราคาถูก ไม่มีในโลกนี้ พวกเขาจะเข้ายึดตลาด 2 กลุ่มนี้
พวกเขามองภาพว่า หลังจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์อย่างยิ่งใหญ่แล้ว ต่อจากนั้น พวก Graphic Designer จะช่วยโฆษณาอุปกรณ์ที่อยู่เบื้องหลังการทำงานที่สวยงามที่ซื้อไปจากบริษัทเขา จากนั้นการตลาดแบบปากต่อปากจะช่วยขับเคลื่อนการขายผลิตภัณฑ์...การตลาดที่ทำได้สำเร็จถึงระดับปากต่อปาก ถือว่าประสบความสำเร็จขั้นสูงสุดค่ะ
คำว่า “What You See Is What You Get (WYSIWYG)” ของบริษัทแห่งนั้นที่ใช่ในการโฆษณาทำงานได้ผลอย่างดีเยี่ยม และบริษัทนั้นก็ประสบความสำเร็จจริงๆ ด้วยการทำให้เกิดภาพทางการตลาดว่า
"What You See Is What You Get (WYSIWYG)" อย่างได้ผลจริงๆ
หลังจากนั้นมาก็มีคนนำคำนี้ไปใช้แพร่หลายในเรื่องต่างๆ ในทัศนะของผู้เขียน คำว่า “What You See Is What You Get (WYSIWYG)” สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในงานการดูแลภาพลักษณ์องค์กรได้โดยตรง และใช้สนับสนุนงานทางการตลาดได้ดีเยี่ยม
ความจริงแล้วนักการตลาดใช้หลักการนี้กันมาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่ก่อนเกิดคำว่า WYSIWYG เสียอีก โดยเฉพาะกิจกรรมการตลาดแบบสาธิตให้ดู “ท่านเห็นอย่างไร ท่านก็จะได้เหมือนกับสิ่งที่เห็น”
กิจกรรมการตลาดและการขายทำให้สินค้าองค์กรอยู่รอด สิ่งง่ายๆ ที่ต้องทำตั้งแต่เริ่มต้นเลยคือการแสดงตัวสินค้า ซึ่งต้องทำให้ทั้งคุณลักษณ์และภาพลักษณ์สินค้าออกมาดูดีให้กลุ่มลูกค้าสัมผัสได้ด้วยอายตนะ 6 แล้วเกิดความพึงพอใจ สินค้านั้นจึงจะขายได้
เมื่อผู้เขียนมาสัมภาษณ์คุณบุญเกียรติ CEO ของบริษัท ICC ผู้เขียนเห็นว่า ท่านทำให้ผู้คิดนึกถึงหลักการ “What You See Is What You Get (WYSIWYG)” ขึ้นมาทันที
เขาใส่เสื้อผ้าซึ่งเป็นสินค้าที่บริษัท ICC ของเขาผลิตและจำหน่าย ใส่ให้เห็นชัดๆ เพราะเขาเป็นคนหนึ่งที่ดูแลตัวเองให้มีรูปร่างที่ดูดี แล้วเขาก็ใส่เสื้อผ้าที่บริษัทของตนผลิตออกมาแล้วดูดี
ในบทบาทนี้ เขาคือคนสาธิตผลิตภัณฑ์ของบริษัทตน โดยทำกิจกรรมการตลาดบนตรรก "What You See Is What You Get (WYSIWYG)"นั่นเองคนที่เห็น CEO นำเสื้อผ้าของบริษัทตัวเองใส่แล้วดูดีเป็นตัวอย่าง เรื่องแนวโน้มที่จะขายสินค้าตัวนั้นได้ก็จะเป็นเรื่องที่ตามมา นี่คือหลักการของ “What You See Is What You Get (WYSIWYG)W
ง่ายค่ะ...แต่ทำไมหลายองค์กรจึงมองข้ามไป
(อ่านต่อวันอังคารหน้าค่ะ)







