posttoday
หุ้นยุโรป-ความสนใจที่หลายคนมองข้าม

หุ้นยุโรป-ความสนใจที่หลายคนมองข้าม

19 สิงหาคม 2556

“ไปลงทุนในหุ้นยุโรปกันเถอะ” เชื่อว่าหลายคนที่ได้ยินประโยคนี้ คงนึกส่ายหน้าอยู่ในใจและแทบจะอุดหูไม่อยากฟังต่อ เนื่องจากยังคงมีมุมมองในเชิงลบต่อปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในยุโรปในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะปัญหาหนี้ซึ่งเกิดจากการใช้จ่ายเกินตัวของภาครัฐ ที่เริ่มปะทุขึ้นในประเทศกรีซก่อนที่จะลุกลามออกไปยังประเทศรอบข้าง เช่น โปรตุเกส ไอร์แลนด์ สเปน และ อิตาลี เป็นต้น ซึ่งการที่กลุ่มสหภาพยุโรปมีเศรษฐกิจที่พึ่งพากันเองในกลุ่มสมาชิกค่อนข้างมากประกอบกับการใช้สกุลเงินยูโรร่วมกันจึงทำให้ปัญหานั้นลุกลามได้รุนแรง รวดเร็ว และแก้ไขได้ยากกว่าการใช้สกุลเงินของประเทศตนเอง ส่งผลให้ปัญหาหนี้ และปัญหาเศรษฐกิจในยุโรปกลายเป็นหนังเรื่องยาว และยังไม่จบสิ้นอย่างง่ายๆในช่วงที่ผ่านมา

“ไปลงทุนในหุ้นยุโรปกันเถอะ” เชื่อว่าหลายคนที่ได้ยินประโยคนี้ คงนึกส่ายหน้าอยู่ในใจและแทบจะอุดหูไม่อยากฟังต่อ เนื่องจากยังคงมีมุมมองในเชิงลบต่อปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในยุโรปในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะปัญหาหนี้ซึ่งเกิดจากการใช้จ่ายเกินตัวของภาครัฐ ที่เริ่มปะทุขึ้นในประเทศกรีซก่อนที่จะลุกลามออกไปยังประเทศรอบข้าง เช่น โปรตุเกส ไอร์แลนด์ สเปน และ อิตาลี เป็นต้น ซึ่งการที่กลุ่มสหภาพยุโรปมีเศรษฐกิจที่พึ่งพากันเองในกลุ่มสมาชิกค่อนข้างมากประกอบกับการใช้สกุลเงินยูโรร่วมกันจึงทำให้ปัญหานั้นลุกลามได้รุนแรง รวดเร็ว และแก้ไขได้ยากกว่าการใช้สกุลเงินของประเทศตนเอง ส่งผลให้ปัญหาหนี้ และปัญหาเศรษฐกิจในยุโรปกลายเป็นหนังเรื่องยาว และยังไม่จบสิ้นอย่างง่ายๆในช่วงที่ผ่านมา

แต่ทั้งนี้ หากเรามองลึกเข้าไปในตัวตลาดหุ้นยุโรปเอง จะพบว่า แม้กระทั่งในปีที่เศรษฐกิจยุโรปหดตัวลงอย่างในปี 2555 ตลาดหุ้นยุโรปกลับสามารถปรับตัวขึ้นมาเป็นบวกได้เกือบ 20% หรือแม้กระทั่งในปีนี้เอง ที่คาดว่าเศรษฐกิจยุโรปน่าจะยังคงเป็นอีกปีที่ติดลบ แต่ตลาดหุ้นยุโรปตั้งแต่ต้นปีกลับปรับตัวขึ้นมาได้กว่า 8% (ข้อมูล ณ 2 ส.ค. 2556) จึงทำให้น่าสงสัยว่า ท่ามกลางข่าวคราวความกังวล และความอึมครึมในปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาหนี้ยุโรป เพราะเหตุใด ตลาดหุ้นยุโรปกลับยังคงให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจชนิดที่ไม่น่าจะมองข้ามไปได้

โดยทั่วไปแล้ว ดัชนีหุ้น เป็นหนึ่งในตัวชี้นำเศรษฐกิจ หรือที่เรียกกันว่า Leading Indicator ซึ่งจะเป็นตัวบ่งบอกทิศทางแนวโน้มของเศรษฐกิจในอนาคต นั่นหมายความว่า เมื่อมีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้น ตลาดหุ้น มักจะปรับตัวขึ้นนำไปก่อน (แม้ว่าปัจจุบันเศรษฐกิจอาจจะยังไม่ดีก็ตาม) แต่ในทางตรงกันข้าม แม้ว่าเศรษฐกิจปัจจุบันจะค่อนข้างดี แต่หากคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในอนาคตจะชะลอตัวหรือหดตัวลง ตลาดหุ้น มักเป็นหนึ่งในสัญญาณแรกๆที่ปรับตัวลงมาก่อน นั่นเป็นเพราะราคาหุ้นเป็นตัวสะท้อนถึงการความหวังของเศรษฐกิจในอนาคตหรือการคาดการณ์ผลการดำเนินงานในอนาคตของหุ้นนั่นเอง

ในกรณีของยุโรป จะเห็นได้ว่า แม้เศรษฐกิจยุโรปในปี 2556 นี้ จะยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่เมื่อเทียบกับปี 2555 ก็นับว่ามีภาพรวมที่ดีขึ้น ดังนั้น เมื่อตลาดคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในปีนี้จะดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้ตลาดหุ้นยุโรปในปีที่ผ่านมาปรับตัวดีขึ้น แม้ว่าตัวเศรษฐกิจยุโรปในปีที่แล้ว (2555) เองจะหดตัวลงก็ตาม อย่างไรก็ดี พึงระลึกไว้เสมอว่า แม้ดัชนีหุ้น จะเป็นหนึ่งในตัวชี้นำเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น จะทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นเสมอไป เพราะยังมีปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนอีกมากมาย เช่น ในปีที่ผ่านมา มีนโยบายของธนาคารกลางยุโรปหลายมาตรการที่เข้ามาช่วยทำให้ตลาดคลายความกังวล อาทิ มาตรการการเข้าซื้อพันธบัตรเพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องในตลาด (OMT), การให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่ประเทศที่ประสบปัญหา เช่น กรีซ โปรตุเกส สเปน เป็นต้น แต่ในเมื่อดัชนีหุ้นเป็นหนึ่งในดัชนีชี้นำที่สำคัญสำหรับเศรษฐกิจ จึงนำมาสู่คำถามที่ว่า แล้วปีหน้าเศรษฐกิจยุโรปจะเป็นอย่างไร และจะส่งผลต่อการลงทุนในปีนี้อย่างไร

แม้ว่าเศรษฐกิจของยุโรปในภาพรวมจะยังคงเติบโตได้ค่อนข้างช้า ขณะที่การแก้ไขปัญหาหนี้ก็ดูเหมือนว่าจะยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ แต่ก็เชื่อได้ว่าเศรษฐกิจยุโรปน่าจะผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว และน่าจะมีแนวโน้มที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้คาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ยุโรปในปี 2556 ซึ่งจะหดตัวลง0.60% นั้น จะสามารถกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ 0.90% ในปี 2557 ขณะที่ตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของยุโรป ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาอยู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 ปี รวมไปถึงดัชนีราคาภาคการผลิตหรือ PMI ซึ่งใช้ชี้วัดปริมาณธุรกิจทั้งในภาคผลิตและภาคบริการ ซึ่งได้ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องติดต่อกันหลายเดือน โดยล่าสุด ปรับขึ้นมาแตะระดับเหนือ 50 จุด ซึ่งแสดงถึงการขยายตัวในภาคธุรกิจเป็นครั้งแรกในรอบ 18 เดือน

นอกจากนี้ นโยบายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ซึ่งเริ่มผ่อนคลายความเข้มงวดในการคุมการขาดดุลงบประมาณของประเทศสมาชิกลงเพื่อให้การบริโภค การลงทุน และการส่งออกของประเทศสมาชิกได้ฟื้นตัวขึ้นมา รวมถึงการคงนโยบายดอกเบี้ยต่ำอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจหลังจากปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมา 0.25% ในเดือน พ.ค. 2556 มาอยู่ที่ระดับ 0.50% ก็เป็นปัจจัยเสริมอีกแรงที่จะช่วยทำให้เศรษฐกิจยุโรปสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงแผนการจัดตั้ง “สหภาพการธนาคาร” ซึ่งจะเข้ามาทำหน้าที่ในการควบคุมดูแลการทำงานรวมถึงช่วยเหลือสถาบันการเงินในยุโรปโดยตรง จากเดิมที่ได้รับการดูแลจากทางการของแต่ละประเทศจะเป็นเสมือนเกราะป้องกันเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกในระหว่างฟื้นตัวด้วยการควบคุมความหละหลวมในการประกอบธุรกิจ (Moral Hazard) ของธนาคารพาณิชย์ในกลุ่มสหภาพยุโรป เช่นการปล่อยสินเชื่อที่ไม่เหมาะสม และลดปัญหาความเหลื่อมล้ำสำหรับอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ โดยเชื่อว่าน่าจะจัดตั้งได้สำเร็จในปี 2557 นอกจากนี้ ยังมีความคืบหน้าในการจัดตั้งกองทุนที่จะตั้งขึ้นเพื่อใช้ป้องกันเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินต่อสถาบันการเงิน ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยลดผลกระทบจากความเสี่ยงระหว่างเศรษฐกิจ ฐานะการคลังและฐานะของสถาบันการเงิน ออกจากกันอย่างชัดเจน โดยทาง IMF ตั้งเป้าว่าจะทำให้แนวทางป้องกันปัญหาต่างๆเป็นที่เห็นพร้อมกันทุกฝ่ายภายในสิ้นปีนี้ หรืออย่างช้าที่สุดในช่วงต้นปีหน้า เพื่อจะได้เริ่มปฏิบัติจริง ซึ่งจะทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจยุโรปเห็นสัญญาณบวกอย่างชัดเจนในอนาคต

จะเห็นได้ว่า แนวโน้มเศรษฐกิจยุโรปในอนาคต เริ่มส่งสัญญาณที่ดี จึงไม่น่าแปลกใจว่า ตลาดหุ้นยุโรปในปีนี้ ได้เริ่มทยอยปรับตัวขึ้นมาก่อนแล้ว ซึ่งหากพัฒนาการและความคืบหน้าในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในยุโรปสามารถแก้ไข และเติบโตได้อย่างต่อเนื่องตามที่ได้กล่าวไว้ ก็จะทำให้ตลาดยุโรปเป็นอีกตลาดทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าระดับราคาหุ้นของตลาดยุโรปปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ คือซื้อขายกันที่สัดส่วนราคาต่อกำไรหรือพีอี ประมาณ 12 เท่า ขณะที่ค่าเฉลี่ย 10 ปีอยู่ที่ประมาณ 13.9 เท่า นอกจากนี้ บริษัทจดทะเบียนยุโรปรายใหญ่ มักจะเป็นบริษัทข้ามชาติ ที่ไม่ได้มีรายได้จากในประเทศยุโรปเพียงอย่างเดียว โดยจากการศึกษาของมอร์แกนสแตนเลย์ พบว่าบริษัทยุโรปที่อยู่ในดัชนีหุ้น MSCI World Index มีรายได้จากนอกประเทศถึงกว่า 50%

ดังนั้น แม้ภาวะเศรษฐกิจยุโรปจะยังไม่ฟื้นอย่างเต็มที่ แต่เศรษฐกิจโลกในภาพรวม ยังสามารถขยายตัวได้ ซึ่งก็จะส่งผลบวกต่อผลประกอบการของบริษัทยุโรป และนำส่งไปถึงผลการดำเนินงานของหุ้นยุโรปเช่นเดียวกัน

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ