
QE กลับมาทำพิษ (อีกครั้ง) หลังสัญญาณเศรษฐกิจโลกฟื้น
ในสัปดาห์นี้ ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 31.1031.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยเงินบาทมีโอกาสตกอยู่ในแรงกดดันอีกระลอก หลังจากนักลงทุนกลับมาแสดงความกังวลเรื่องมาตรการ QE อีกครั้ง โดยความกังวลดังกล่าวปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์ดี สนับสนุนความคิดการปรับลดขนาดการเข้าซื้อสินทรัพย์ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
ในสัปดาห์นี้ ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 31.1031.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยเงินบาทมีโอกาสตกอยู่ในแรงกดดันอีกระลอก หลังจากนักลงทุนกลับมาแสดงความกังวลเรื่องมาตรการ QE อีกครั้ง โดยความกังวลดังกล่าวปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์ดี สนับสนุนความคิดการปรับลดขนาดการเข้าซื้อสินทรัพย์ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
โดยในสัปดาห์นี้ ตลาดจะได้เห็นคำใบ้เพิ่มเติมเกี่ยวกับมุมมองของผู้กำหนดนโยบายการเงินสหรัฐจากการรายงานบันทึกการประชุม FOMC ของเฟดที่มีการประชุมไปเมื่อปลายเดือน ก.ค. ซึ่งจะชี้ทิศทางของนโยบายการเงินเพิ่มมากขึ้น และอาจเป็นแรงกดดันให้แก่สินทรัพย์ที่ไม่ใช่ประเภทเหรียญสหรัฐให้อ่อนค่าลงได้
นอกจากนี้ ปัจจัยเศรษฐกิจในประเทศก็ถือเป็นไฮไลต์หนึ่ง เนื่องจากสภาพัฒน์จะมีการรายงานตัวเลข GDP ไตรมาส 2 ของปีนี้ หากประเมินจากตัวเลขเศรษฐกิจรายเดือนของไทยในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่ามีสัญญาณชะลอลงมาตลอดในไตรมาสที่2 และยังมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คาดว่า กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ก่อนที่ 2.50% แม้สัญญาณเศรษฐกิจจะดูไม่ค่อยดีนัก
และยังต้องติดตามตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ อีก อาทิ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (ตัวเบื้องต้น) จากจีน ยูโรโซน และสหรัฐ ยอดขายบ้านใหม่และมือสองและดัชนีราคาบ้านของสหรัฐฯ ตัวเลขการส่งออกและยอดการค้าในประเทศของญี่ปุ่น การประกาศตัวเลข GDP ของสหราชอาณาจักรและเยอรมนี รวมถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในยูโรโซน
อย่างไรก็ตามสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดพกลับมาแสดงความกังวลต่อการปรับลดมาตรการ QE อีกครั้ง หลังจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ช่วยหนุนความคิดว่า เศรษฐกิจเริ่มจะสามารถยืนหยัดได้ด้วยลำแข้งของตนเองและอาจปรับลดมาตรการ QE และความกังวลเรื่องมาตรการ QE ยังส่งผลต่อตลาดหุ้นกู้ สัปดาห์ที่ผ่านมากิจกรรมหุ้นกู้ในตลาดแรกค่อนข้างเงียบ มีการออกขายหุ้นกู้กลุ่มลิสซิ่ง และกลุ่มธนาคาร อายุ 3 ปี อันดับเครดิต A ดอกเบี้ย3.863.93% รวมประมาณ 1,900 ล้านบาท
ขณะที่ในตลาดรอง หุ้นกู้ที่มีปริมาณซื้อขายกันมากเป็นหุ้นกู้กลุ่มอายุประมาณ 34 ปี อันดับความน่าเชื่อถือ A+ โดยอัตราผลตอบแทนที่ซื้อขายกัน ที่ประมาณ 3.85%-3.87% และกลุ่มอายุประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี อันดับความน่าเชื่อถือ A อัตราผลตอบแทนที่ซื้อขายกันประมาณ 3.20-3.22% ส่วนกลุ่มอายุประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี อันดับความน่าเชื่อถือ A อัตราผลตอบแทนที่ซื้อขายกันประมาณ 2.94%-2.95%
ทั้งนี้ ค่าเงินบาทในสัปดาห์ที่ผ่านมาเปิดตลาดที่ระดับ 31.30 ยังอยู่ในแนวโน้มกดดันอยู่อย่างต่อเนื่องจากภายนอก โดยเฉพาะเรื่องการปรับลดมาตรการ QE จะกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่า จากนักลงทุนกลับไปถือสินทรัพย์ประเภทเหรียญสหรัฐเพิ่มขึ้น แต่มองในระยะยาว การที่เศรษฐกิจโลกปรับตัวได้ดี จะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของการส่งออกไทย เพียงแต่ผู้ประกอบการไทยดูเหมือนจะยังไม่ได้รับผลเชิงบวกจากข้อมูลเศรษฐกิจโลกที่ดูดีขึ้น เห็นได้จกดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ในเดือนก.ค.ปรับลดลงต่ำสุดในรอบ 7 เดือนอยู่ ตามการปรับลดลงของยอดคำสั่งซื้อ ปริมาณการผลิต ยอดขาย และผลประกอบการ
ณ วันศุกร์ เหรียญสหรัฐ/บาทอยู่ที่ระดับ 31.26 (เวลาประมาณ 17.00 น.)
ด้านค่าเงินยูโร เปิดตลาดที่ระดับ 1.3338 ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ยูโรโซนแสดงสัญญาณในเชิงบวกมากขึ้นโดย GDP ไตรมาสที่ 2 ของปีนี้กลับมาเป็นบวกอีกครั้ง หลังหดตัวและติดลบติดต่อกันในช่วง 6ไตรมาสก่อนหน้า ณ วันศุกร์ ยูโร/ เหรียญสหรัฐ อยู่ที่ระดับ 1.3341 (เวลาประมาณ 17.00 น.)
ส่วนค่าเงินเยน เปิดตลาดที่ระดับ 96.19 ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นเผยข้อมูล GDP ไตรมาส 2 ออกมาต่ำกว่าการคาดการณ์ แม้ตัวเลขที่ประกาศออกมาจะยังบ่งชี้ถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจก็ตาม ทำให้นักลงทุนเริ่มแสดงความกังวลเพิ่มขึ้น เนื่องจากญี่ปุ่นมีกำหนดการที่จะปรับขึ้นภาษี VAT ในระยะต่อไป อาจกระทบเชิงลบต่อการบริโภคของภาคครัวเรือนหัวจักรของ GDP ณ วันศุกร์ เหรียญสหรัฐ/เยนอยู่ที่ระดับ 97.43 (เวลาประมาณ 17.00 น.)







