posttoday
"ชีวิตที่น่าลงทุน"อรรฆรัตน์นิติพน

"ชีวิตที่น่าลงทุน"อรรฆรัตน์นิติพน

16 สิงหาคม 2556

หลังจากที่ “ก้องอรรฆรัตน์ นิติพน” ได้ลงทุนตั้ง บริษัท มัชรูม เทเลวิชั่น มาตั้งแต่ปี 2545 ด้วยวัยเพียง25 ปี เพื่อรับผลิตงานโปรดักชัน รายการโทรทัศน์ทั้งในฟรีทีวี ช่องเคเบิล และเนื้อหาลงสื่อออนไลน์ จนปัจจุบันอายุครบ 10 ปีแล้ว

หลังจากที่ “ก้องอรรฆรัตน์ นิติพน” ได้ลงทุนตั้ง บริษัท มัชรูม เทเลวิชั่น มาตั้งแต่ปี 2545 ด้วยวัยเพียง25 ปี เพื่อรับผลิตงานโปรดักชัน รายการโทรทัศน์ทั้งในฟรีทีวี ช่องเคเบิล และเนื้อหาลงสื่อออนไลน์ จนปัจจุบันอายุครบ 10 ปีแล้ว

เขาเล่าวว่า เป็นโอกาสที่มองว่าการทำธุรกิจคือการลงทุนอย่างหนึ่ง เมื่อโอกาสเข้ามาเพราะเริ่มต้นทำกับพี่ชาย และก็สามารถคืนทุนได้ภายใน 23 ปีแรก และพอเก็บเงินได้บ้าง

จากเด็กหนุ่มที่เรียนมาทางด้านนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ทำให้เขาต้องเริ่มเรียนรู้ระบบการทำงานทั้งในวงการผู้ผลิตโปรดักชันเฮาส์ พร้อมกับเรียนรู้เรื่องการบริหารและพยายามเลือกผลิตรายการที่ช่วยทำให้บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ดี

นอกจากนี้ “ก้อง” ยังมีการลงทุนต่อเนื่องด้วยการหาความรู้เพิ่มเติมที่จะเข้ามาช่วยประกอบธุรกิจ ด้วยการเข้าไปอบรมในหลักสูตร K SME Care ที่จะช่วยให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กสามารถพัฒนาธุรกิจให้มีการเติบโตมากขึ้น และอีกส่วนหนึ่งทำให้ได้สายสัมพันธ์ในการทำธุรกิจเพิ่มด้วย ขณะเดียวกันเมื่อมีการอบรมคอร์สมินิเอ็มบีเอที่ไหนก็จะเข้าอบรมหมด

ทั้งหมดนี้เพราะเขาเชื่อว่าการได้เรียนรู้อะไรจริงจะช่วยลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจได้อย่างดี เพราะบางครั้งที่อ่านหนังสือเพียงอย่างเดียวก็จะไม่เห็นภาพ ไม่เข้าใจในกรณีศึกษาที่เป็นปัญหา ไม่เหมือนกับคนมาให้อธิบายจากประสบการณ์จริงได้

อย่างไรก็ตาม 10 ปีที่การลงทุนทำธุรกิจเริ่มต้นจากผลิตเพียง 1 รายการ มีรายได้ปีแรกที่ 2 ล้านบาท แต่ปัจจุบันมีกว่า 12 รายการ หรือคิดเป็น 8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และรายได้เพิ่มเป็น 200 ล้านบาท โดยภายในปีนี้ยังจะได้ข้อสรุปในการร่วมทุนทำธุรกิจกับบริษัทเอเยนซีญี่ปุ่นที่สนใจเข้ามาทำธุรกิจในไทยมากขึ้น ซึ่งหากมองในมุมการลงทุนก็เหมือนช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัท แสดงให้เห็นว่าที่ผ่านมาการทำงาน การรักษาและทำงานที่ตอบโจทย์ลูกค้าประสบความสำเร็จจริง

“ก้อง” บอกว่า จากการทำบริษัทอาจทำให้เขาสามารถได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในนามเงินเก็บส่วนตัว 56% ต่อปี แต่หลังจากนี้รู้สึกว่าหากเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นหรือตลาดทุนจะช่วยทำให้ได้อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนได้ประมาณ 1015%

“10 ปีที่ผ่านมาเรามีเงินและผลตอบแทนจากแรงที่ทำงานโดยตรง ฝากเงินไว้แต่ในธนาคารเพียงอย่างเดียว และปัจจุบันหน้าที่และความรับผิดชอบในงานที่ใหญ่ขึ้น ทำให้ผมมีเวลาน้อยและคงไม่สามารถลงทุนหรือบริหารเงินของตัวเองตามเป้าหมายที่เราได้วางไว้ ดังนั้นต้องหาตัวช่วยอื่นมาช่วยให้เงินเราทำงานมากขึ้นด้วยการลงทุนในตลาดหุ้น เพราะเชื่อว่าอย่างน้อยยังดีกว่าจะไปขยายการลงทุนธุรกิจอื่นต่อ แต่เราก็ต้องมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากที่เริ่มธุรกิจใหม่”

“ก้อง” ยกตัวอย่างให้ฟังว่า สมมติได้รับส่วนแบ่งในการบริหารมา 1 ล้านบาทต่อเดือน ก็จะแบ่งเงิน 1 แสนทุกเดือนไปลงทุน และคิดเล่นๆ ว่าหากเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่มีผู้จัดการบริการดีประมาณ 10% เงินส่วนนั้นก็จะสร้างผลตอบแทนให้เขาได้ถึง1 ล้านบาท ภายใน 1 ปี

หากเริ่มเปิดร้านกาแฟเป็นธุรกิจเสริมใหม่ ต้องมีต้นทุนหาทำเลใหม่ จ้างคนใหม่ และคิดว่าต้องสามารถชงกาแฟได้กี่แก้วต่อวันถึงจะคืนทุนและได้กำไรมาก และที่สำคัญต้องเสียเวลาในการไปดูแลธุรกิจเสริมอีกเท่าไรจนงานหลักและบริษัทอาจได้รับผลกระทบก็ได้

“ก้อง” พยายามแนะนำเพื่อนในวงการบันเทิงให้ความสำคัญการบริหารทางการเงินที่ช่วยสร้างความมั่นคั่งในอนาคตได้ เพราะคนวงการมีรายได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสามารถในแต่ละคนไม่ได้มีเรื่องต้นทุนการผลิต เช่น ค่าอุปกรณ์เหมือนธุรกิจอื่น

ล่าสุดเขาได้ตัดสินใจดึงเพื่อนสนิท “น็อตวรฤทธิ์ เฟื่องอารมย์” เข้าร่วมโครงการเคเอส เดอะยังเติร์ก เซเลบริตี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเคเอส เดอะยังเติร์ก อินเวสเตอร์ ปีที่ 4 (บล.กสิกรไทย) แต่โครงการดังกล่าวจัดขึ้นมาสำหรับเชิญบุคคลที่มีชื่อเสียงทั้งจากวงการบันเทิงและทายาทนักธุรกิจชั้นนำที่เป็นลูกค้าคนรวยของธนาคารกสิกรไทยอยู่แล้ว (เซเลบริตี) เข้าร่วมโครงการยังเติร์กในการอบรมเรื่องการลงทุนตลอดทั้งวัน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มขึ้นในเดือน ก.ย.นี้

“ก้อง” ทิ้งท้ายว่า ถือเป็นจังหวะพอดีที่เขาต้องการเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นดู ขณะเดียวกันก็สามารถตอบโจทย์การป้องกันความเสี่ยงด้วยว่า“จะเริ่มต้นหรือเริ่มทำอะไร ควรที่จะเข้าไปเรียนรู้และรู้จริงในสิ่งนั้นๆ” โดยแอบหวังว่าการเข้าร่วมโครงการนี้จะทำให้เขากลายเป็นนักลงทุนที่มั่งคั่งจากการพึ่งพาตลาดหุ้นได้

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ