
รื้อโครงการสร้างอ้อย-น้ำตาลช้าแต่ยังเดินต่อ
ตั้งท่าเดินหน้ามาหลายปีแล้วแต่ก็ยังไม่สำเร็จ สำหรับการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
ตั้งท่าเดินหน้ามาหลายปีแล้วแต่ก็ยังไม่สำเร็จ สำหรับการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย หนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญขนาดใหญ่ของไทยในฐานะผู้ส่งออกน้ำตาลอันดับ 2 ของโลก ทั้งนี้เนื่องจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ โรงงานน้ำตาล และชาวไร่อ้อย ยังไม่สามารถหาข้อยุติให้เป็นที่พอใจของทุกฝ่ายได้ แม้ล่าสุดสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) จะสรุปข้อเสนอแนะจากผลการศึกษาให้แก่สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เรียบร้อยแล้ว แต่การปรับโครงสร้างก็ไม่น่าจะทำได้ทันฤดูการผลิตนี้
“สมศักดิ์ สุวัฒิกะ” เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า จากที่ สอน. ศึกษาการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมน้ำตาลโดยใช้ข้อเสนอแนะจากทีดีอาร์ไอประกอบ พบว่ายังมีรายละเอียดต้องพิจารณาอีกมาก จึงคาดว่าจะไม่สามารถปรับโครงสร้างและลอยตัวราคาน้ำตาลทรายได้ทันในฤดูกาล 2556/2557 ที่จะเปิดหีบในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย. 2556 นี้
แต่การศึกษายังเดินหน้าต่อ เพราะการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ไม่เพียงช่วยลดภาระกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย (กท.) แต่ต้องทำเพราะในที่สุดหลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) อาจเกิดการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น หากระบบกำหนดราคายังตายตัวแบบปัจจุบัน อาจสร้างปัญหาในระยะยาว
สำหรับข้อเสนอหลักที่ทีดีอาร์ไอนำเสนอต่อ สอน. เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทย มี 4 ด้าน คือ
1.สำหรับตลาดน้ำตาลในประเทศให้เลิกควบคุมราคา เปลี่ยนมาควบคุมปริมาณการจำหน่ายรวมทั้งปี
2.ปรับเปลี่ยนกติกาในการซื้อขายอ้อยและการกำหนดราคาอ้อยที่โรงงานจ่ายชาวไร่ โดยใช้สูตรการกำหนดราคาอ้อยที่อิงประสิทธิภาพมาตรฐานของโรงงานและความหวานของอ้อยและให้สิทธิโรงงานนำอ้อยไปผลิตอะไรก็ได้
3.การกำหนดราคาอ้อยที่ชาวไร่ได้รับ รวมถึงการปรับบทบาทของกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย(กท.) ในด้านการรักษาเสถียรภาพราคาอ้อย ให้มีการแยกบัญชีรักษาเสถียรภาพและเปลี่ยนกติกาการกำหนดราคาอ้อยและการเก็บเงินเข้าบัญชีนี้จากทั้งชาวไร่และโรงงาน เพื่อให้มีหลักประกันว่าจะมีการเก็บเงินเข้ากองทุนส่วนนี้เพียงพอสำหรับนำมาใช้ในการรักษาเสถียรภาพ
4.ข้อเสนอด้านองค์กรและกฎหมาย ให้ยกร่าง พ.ร.บ.ใหม่เพื่อเป็นหลักประกันการดำเนินตามข้อเสนอใหม่
“สมศักดิ์” เห็นว่าการปรับโครงสร้างและลอยตัวราคาน้ำตาลทราย ควรดำเนินการในช่วงที่ราคาน้ำตาลในตลาดโลกอยู่ในระดับที่ดี ซึ่งจะทำให้เป็นผลดีต่อทั้งชาวไร่ โรงงานน้ำตาล และภาครัฐ แต่ถ้าเร่งดำเนินการตอนนี้อาจเป็นปัญหาเพราะราคาน้ำตาลในตลาดโลกต่ำมาก คือ อยู่ที่ประมาณ 17 เซนต์ต่อปอนด์ เทียบกับระดับสูงสุดเมื่อปี 2554 ที่ 36 เซนต์ต่อปอนด์
ดังนั้น หากลอยตัวราคาน้ำตาลในช่วงที่ราคาตกต่ำ อาจเกิดปัญหาชาวไร่ออกมาเรียกร้อง เพราะต้นทุนการผลิตของชาวไร่ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1,200 บาทต่อตัน ในขณะที่ราคาอ้อยขั้นต้นปีนี้อาจไม่ถึง 900 บาทต่อตันอ้อย ซึ่งภาระชดเชยส่วนต่างอาจต้องตกกับภาครัฐ เนื่องจากเป็นไปได้ว่าหลังลอยตัวราคาน้ำตาลแล้ว อาจไม่มีการเก็บเงินเข้ากองทุน จากปัจจุบันที่เก็บจากราคาขายน้ำตาลที่ 5 บาทต่อกิโลกรัม ไว้ดูแลกรณีที่เกษตรกรได้รับผลกระทบจาการปรับขึ้นและลงของราคาน้ำตาล
“ปัจจุบันส่วนต่างจากราคาอ้อยขั้นต้นกับต้นทุนผลิตจะถูกชดเชยโดยการที่กองทุนไปกู้เงินจาก ธ.ก.ส. มาชดเชยให้จากนั้นจะมีเงินที่เก็บจากราคาน้ำตาลกิโลกรัมละ 5 บาท นำไปใช้หนี้ ซึ่งฤดูกาลที่ผ่านมาก็กู้ไป 1.6 หมื่นล้านบาท ดังนั้นถ้าจะปรับโครงสร้างที่อาจทำให้ไม่มีการเก็บ 5 บาทแล้ว ต้องคิดด้วยว่าถ้าเกิดต้องมีการชดเชยจะเอาเงินจากไหนมาชดเชย”
“สมศักดิ์” ระบุว่า การศึกษาหาแนวทางที่เหมาะสมที่ยังดำเนินการต่อนี้ สอน.พิจารณารูปแบบการลอยตัวราคาจากทั้งรูปแบบการลอยตัวราคาสินค้าของกระทรวงพาณิชย์ สินค้าเกษตรของกระทรวงเกษตรฯ และราคาพลังงาน ของกระทรวงพลังงาน โดยผลศึกษามีการรายงานต่อ ประเสริฐ บุญชัยสุข รมว.อุตสาหกรรม เป็นระยะเพื่อพิจารณาและนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป
ทั้งนี้ เป็นไปได้ที่จะนำโครงสร้างใหม่นี้ไปใช้ในฤดูกาล 2557/2558 เนื่องจากคาดว่าราคาน้ำตาลในตลาดโลกจะปรับตัวดีขึ้น เพราะผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นจีน อินเดีย และบราซิล กำลังเจอปัญหาภัยธรรมชาติซึ่งทำให้ผลผลิตลดลง ประกอบกับขณะนี้มีแนวโน้มการบริโภคน้ำตาลที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง







