
“สมพล เกียรติไพบูลย์”ภารกิจงานตลาดทุนสมบูรณ์แบบ
ครบวาระที่ 2 บนเก้าอี้ประธานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ของ “สมพล เกียรติไพบูลย์” วันที่ 14 ส.ค.นี้ หลังทำหน้าที่มาครบ 4 ปี รับหน้าที่เป็นประธานตลาดหุ้นไทยตั้งแต่วันที่ 14 ส.ค. 2552
ครบวาระที่ 2 บนเก้าอี้ประธานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ของ “สมพล เกียรติไพบูลย์” วันที่ 14 ส.ค.นี้ หลังทำหน้าที่มาครบ 4 ปี รับหน้าที่เป็นประธานตลาดหุ้นไทยตั้งแต่วันที่ 14 ส.ค. 2552
วันแรกที่เข้ารับงานดัชนีตลาดหุ้นปิดอยู่ที่ระดับ 650.91 จุด เทียบกับจุดสูงสุดของปีนี้ วันที่ 21 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่ดัชนี 1,643.43 จุด
ประธาน ตลท. บอกว่า เป็นการเสร็จภารกิจของชีวิตการทำงานด้านตลาดทุนแบบสมบูรณ์ที่สุด ชื่นใจ ดีใจ ภูมิใจ อิ่มใจ ซึ้งใจ พอใจ ที่สุด และไม่มีอะไรคาใจ ในการทำงาน พร้อมประกาศว่า หลังจากนี้ไปจะไม่ขอรับตำแหน่งสำคัญในองค์กรขนาดใหญ่ใดอีก และยังปฏิเสธตำแหน่งทางการเมืองใดตามเจตนาเดิมตั้งแต่ปี 2544 หลังเกษียณงานข้าราชการ ซึ่งยุคนั้นของสินค้าทางการเมือง เพราะเป็นช่วงของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 1 ซึ่งต้องการบุคลากรมาลงระบบสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ พรรคละ 100 รายชื่อ ตามรัฐธรรมนูญใหม่ขณะนั้นกำหนดไว้ ทำให้ปลัดที่ครบเกษียณในช่วงนั้นของกระทรวงเศรษฐกิจที่สำคัญได้รับความสนใจมีเทียบเชิญให้ไปร่วมทำงานกับรัฐบาล
“สมพล” ในวัย 73 ปี ก่อนที่จะเข้านั่งเก้าอี้ประธาน ตลท. ได้ผ่านงานมาอย่างโชกโชน ในองค์กรสำคัญด้านเศรษฐกิจของประเทศ ในฐานะข้าราชการผ่านการทำงานกับนายกรัฐมนตรี 7 คน
เริ่มต้นจากชีวิตการทำงาน จากตำแหน่งข้าราชการชั้นตรี กระทั่งไต่ขึ้นแท่นถึงอธิบดีของกระทรวงพาณิชย์ที่มีอายุน้อยที่สุด ไล่ระดับขึ้นถึงตำแหน่งสูงสุดของงานสายอาชีพข้าราชการ คือ ปลัดกระทรวงพาณิชย์และเกษียณชีวิตการทำงานข้าราชการในตำแหน่งดังกล่าวในปี 2543 ซึ่งมีผลงานหนึ่งที่เป็นที่รู้จัก คือ ก่อตั้งตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า (AFET) ระหว่างดำรงตำแหน่งนี้ยังควบเก้าอี้กรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นาน 5 ปี พร้อมควบเก้าอี้สมาชิกวุฒิสภา รวมถึงประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์มา 4 ปีครึ่ง
หลังเกษียณยังได้ทำงานในอีกหลายหน้าที่ อาทิ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในปี 2544 โดยไม่รับหรือมีตำแหน่งในยุค “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ควบตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีราว 23 ปี และนั่งประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารนครหลวงไทย เป็นเวลาถึง 8 ปี ซึ่งมีโอกาสเข้าทำงาน ร่วมกับ “อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์” เพื่อแก้วิกฤตจนพลิกฟื้นกลับมา และในปี 2546 เป็นประธานกรรมการการเคหะแห่งชาติเป็นผู้เริ่มโครงการ “บ้านเอื้ออาทร” และยังรั้งเก้าอี้กรรมการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ถึง 7-8 ปี ทั้งในช่วงที่เป็นปลัดพาณิชย์ต่อเนื่องมาถึงเกษียณ งานนี้ถือเป็นจุดเริ่มที่ได้เข้ามาสัมผัสรสกลิ่นอายตลาดทุน และมาปิดท้ายสายงานนี้ด้วย ตำแหน่งประธานตลาดหุ้นไทย ถือว่าผ่านการทำงานมาครบรอบด้านในองค์กรเศรษฐกิจ โดยยังมีตำแหน่งอื่นๆ อีกมากมายที่ไม่ได้กล่าวถึง
สำหรับการทำงานในตลาดหลักทรัพย์ ได้ผ่านวิกฤตมาหลายเรื่องหลังทำงานในปี 2552 และในปี 2553 เกิดวิกฤตการเมืองที่มีการเผาเมือง ตามด้วยปี 2554 เกิดน้ำท่วมใหญ่ และยังมีผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจจากต่างประเทศ แต่ตลาดหลักทรัพย์ไทยไม่ได้กลัววิกฤตทั้งหมดดังกล่าวมากนัก เพราะผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนยังออกมาดีนั้น หมายถึงว่ายังสามารถประคองธุรกิจดูแลกิจการ เอาตัวรอดได้ภายใต้วิกฤต หนุนให้ราคาหุ้นไม่ตก ไม่ได้มาจากฝีมือของตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีหน้าที่เป็นเพียงตัวกลางอำนวยความสะดวกในการซื้อขายสินค้า โดยความสำเร็จเกิดจากความร่วมมือของทีมผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ และทุกฝ่ายหรือผู้มีส่วนได้เสีย หรือจากสมาชิกสภาตลาดทุน ทั้งหมด 7 หน่วยงาน ซึ่งในฐานะประธานทำหน้าที่เพียงดูนโยบายรวมเท่านั้น
หากถามว่าตลาดทุนของประเทศไทยตอนนี้เป็นอย่างไร หากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่โลกของมนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อดีขึ้นแล้วยังต้องการทำให้ดีขึ้นไปอีก และสิ่งสำคัญที่เป็นห่วงกันมาก คือภาพลักษณ์ของตลาดหุ้นในช่วง 4 ปี ที่รั้งเก้าอี้ประธาน ตลท. รู้สึกว่าปรับดีขึ้น ทั้งประเด็นการทุจริตและคดีความ มีแนวโน้มลดลงจากในอดีต ซึ่งถูกมองว่าเป็นแหล่งทุจริต คอร์รัปชั่น มีการปั่นตลาดหุ้น ทำให้แมลงเม่าได้รับความเสียหาย เพราะ ก.ล.ต.มีการกำกับดูแลที่เข้มแข็งขึ้น
นอกจากนี้ มีงานที่พยายามผลักดันอยากทำและยังไม่ประสบความสำเร็จ โดยฝากคณะกรรมการของตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) ไว้ให้สานงานต่อ คือการควบรวมตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (AFET) กับ TFEX หากทำได้ก็จะเป็นผลดีและประหยัด โดยในหน้าที่และวิธีการทำงานตลาดทั้งแห่งไม่มีความแตกต่าง ทั้งโบรกเกอร์ ผู้ทำหน้าที่คนกลางและเครื่องมือต่างๆ มีเพียงสินค้าซื้อขายที่ต่างกัน แต่ขณะนี้ติดปัญหาด้านกฎหมายที่มีมาตราเดียว ซึ่งกำหนดว่าห้ามตลาดอื่นๆ ซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า โดยกำหนดให้สินค้าเกษตรซื้อขายผ่านตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าเท่านั้น
หลังจากนี้ไปจะขอใช้เวลาทำงานด้านสังคม วิชาการ และมูลนิธิของตัวเอง และยังต้องการทำงานในองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) ต่อไป







