
มอง"เวียดนาม"มุมใหม่ปรับจากคู่แข่งสู่คู่ค้า
เวียดนาม เสือตัวใหม่ที่มาแรงสุดประเทศหนึ่งในอาเซียน กำลังถูกจับตามองว่าจะเป็นคู่แข่งสำคัญของไทย
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
เวียดนาม เสือตัวใหม่ที่มาแรงสุดประเทศหนึ่งในอาเซียน กำลังถูกจับตามองว่าจะเป็นคู่แข่งสำคัญของไทย ขณะเดียวกันคนชาวเวียดนามชื่นชอบคนไทย สินค้าและอาหารไทย รวมถึงมองไทยเป็นแบบอย่างด้านการพัฒนา
มาลินี หาญบุญทรง ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ให้มุมมองด้านการลงทุนว่า เป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่จะขยายการลงทุนใหม่ไปในเวียดนาม เพราะเมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ทำให้ไม่มีกำแพงภาษี หรืออุปสรรคการค้า
ผู้ประกอบการไทยจึงควรมองประเทศเวียดนามในฐานะฐานผลิตสินค้า โดยจุดเด่นของเวียดนามมีทั้ง แรงงานจำนวนมาก ค่าแรงที่ต่ำกว่าไทย ประมาณวันละ 200 บาท หากอยู่ในเมืองหลัก เช่น โฮจิมินห์ และค่าแรงในจังหวัดที่อยู่ห่างออกมาจะถูกลงมาก ประกอบกับแต่ละจังหวัดมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนอย่างเต็มที่ และให้สิทธิพิเศษต่างๆ
ขณะที่นโยบายของรัฐบาลพร้อมปรับใหม่และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงช่วยสนับสนุนการทำธุรกิจของนักลงทุนต่างชาติ เช่น นักลงทุนต่างชาติมีโอกาสเป็นเจ้าของธุรกิจได้ในสัดส่วน 100% ส่วนการขนส่งสินค้าทางเรือและทางบกมีความสะดวก เพราะเวียดนามมีพื้นที่ติดกับทะเลทั้งประเทศ
นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญหลายด้าน และมีพื้นที่ประมง ผัก ผลไม้ที่ใกล้เคียงกับไทย จึงใช้เป็นแหล่งผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้องอาหารได้
ส่วนจุดอ่อนของเวียดนามอยู่ที่นักลงทุนต่างชาติไม่สามารถซื้อที่ดินและเป็นเจ้าของได้ ต้องเช่าที่ดินเท่านั้น ขณะที่กฎหมายและกฎระเบียบเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นักลงทุนจึงต้องพร้อมปรับตัวและเรียนรู้ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กฎระเบียบการลงทุนในแต่ละจังหวัดแตกต่างกัน จึงต้องศึกษาข้อมูลให้ชัดเจนลึกซึ้ง
ที่สำคัญ คนเวียดนามชื่นชอบคนไทยมาก ทั้งชอบใช้สินค้าไทย และชอบกินอาหารไทย รวมทั้งคนเวียดนามมองไทยเป็นต้นแบบที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ เห็นไทยเป็นประเทศพันธมิตร ไม่ได้มองไทยเป็นคู่แข่ง
ดังนั้น นักลงทุนไทย ทั้งขนาดใหญ่ และผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) มีโอกาสเข้าไปลงทุน และต้องศึกษาพื้นที่ลงทุนและสินค้าว่าควรใช้เวียดนามเป็นฐานผลิตสินค้ากลุ่มใดเหมาะสมที่สุด
ทั้งนี้ หากนับการลงทุนของไทยในเวียดนามอยู่ในอันดับ 1011 เมื่อรวมกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก ถือว่าไทยเข้าไปลงทุนในเวียดนามน้อย ทั้งที่ควรลงทุนมากกว่านี้ เพราะเวียดนามอยู่ใกล้กับไทย และเศรษฐกิจกำลังเติบโต ส่วนนักลงทุนที่เข้าไปลงทุนในเวียดนามมากที่สุดจะเป็นประเทศ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดยประเทศที่เข้าไปลงทุนมากขึ้น คือ สิงคโปร์ ที่เข้าไปเป็นเจ้าของธุรกิจ นิคมอุตสาหกรรมและอสังหาริมทรัพย์
โอกาสของผู้ประกอบการไทยที่จะเข้าไปลงทุนในเวียดนามมีทั้งกลุ่มวัตถุดิบอาหาร ที่มีฐานผลิตคล้ายกัน รวมทั้งสินค้ากลุ่มเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายที่ผู้ประกอบการไทยต้องมุ่งพัฒนาสินค้าให้มีความล้ำสมัย มีนวัตกรรม นอกจากนี้ ยังมีสินค้ากลุ่มอุปโภคบริโภคที่คนเวียดนามชื่นชอบสินค้าไทย กลุ่มเครื่องหนัง รองเท้า กระเป๋า
ข้อมูลจากสื่อเวียดนามระบุว่า ในปีนี้ ไทยเข้าไปลงทุนในเวียดนาม จำนวนรวม 303 โครงการ รวมมูลค่า 6,100 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยกลุ่มที่เข้าไปลงทุนในเวียดนามมากที่สุดคือ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ ของเจริญ สิริวัฒนภักดี และบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ โดยเข้าไปลงทุนในเวียดนามทั้งธุรกิจโรงแรม เครื่องดื่ม ผลิตแก้ว และล่าสุดธุรกิจค้าปลีก บีส์ มาร์ท
ทางด้านบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย เข้าไปซื้อกิจการโรงงานกระเบื้องเซรามิกในเวียดนาม บริษัท ไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ เข้าไปลงทุนในธุรกิจปิโตรเคมีครบวงจรแห่งแรกของเวียดนาม และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ ซีพีเอฟ ลงทุนโรงงานอาหารแปรรูป
นอกจากเวียดนามที่น่าสนใจลงทุนแล้ว กลุ่มประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงอื่นๆ ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า ก็มีศักยภาพเป็นฐานผลิตสินค้าได้เช่นกัน อีกทั้งยังได้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ในการส่งออกสินค้าไปสหรัฐและยุโรป ดังนั้น นักลงทุนไทยควรให้น้ำหนักการลงทุนในแต่ละประเทศของอาเซียนว่าสินค้าใดควรใช้ฐานผลิตที่ใด เพราะเมื่อรวมตัวกันจะทำให้อาเซียนเข้มแข็งและมีอำนาจไปแข่งขันนอกกลุ่มมากขึ้น
มาลินี ทิ้งท้ายว่า โอกาสรอคอยนักธุรกิจไทยเสมอ และเวียดนามเป็นอีกหนึ่งประเทศในอาเซียน ที่ไทยสามารถเข้าไปลงทุนขยายธุรกิจ เป็นคู่ค้า และเป็นพันธมิตรที่สำคัญ







