posttoday
เศรษฐกิจไทยกับแนวโน้มดอกเบี้ย

เศรษฐกิจไทยกับแนวโน้มดอกเบี้ย

12 สิงหาคม 2556

สัปดาห์ที่ผ่านมาเราคงจะได้ยินได้ฟังข่าวไม่ดีเกี่ยวกับเศรษฐกิจสังคมและการเมืองไทยหลายข่าว ไม่ว่าจะเป็นข่าวการชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาล ไปจนถึงข่าวปัญหาปากท้องและค่าครองชีพที่ตัวเลขหนี้ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือน ก.ค. ของไทยปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับต่ำสุดในรอบ 7 เดือน แถมยังมีแนวโน้มที่จะลดลงต่อไปอีก

สัปดาห์ที่ผ่านมาเราคงจะได้ยินได้ฟังข่าวไม่ดีเกี่ยวกับเศรษฐกิจสังคมและการเมืองไทยหลายข่าว ไม่ว่าจะเป็นข่าวการชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาล ไปจนถึงข่าวปัญหาปากท้องและค่าครองชีพที่ตัวเลขหนี้ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือน ก.ค. ของไทยปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับต่ำสุดในรอบ 7 เดือน แถมยังมีแนวโน้มที่จะลดลงต่อไปอีก

โดยข้อมูลจากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือน ก.ค. 2556 อยู่ที่ระดับ 80.3 ลดลงจากเดือน มิ.ย. ที่ระดับ 81.6 เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองไทย และความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก ที่อาจส่งผลกระทบในเชิงลบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในอนาคต

แต่อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสข่าวดังกล่าวที่อาจทำให้คนไทยหลายคนขาดความเชื่อมั่น บ้างก็วิตกกังวลถึงอนาคตของประเทศจะเป็นอย่างไรต่อไป ก็พอจะมีข่าวดีให้เห็นอยู่บ้าง

ซึ่งล่าสุดกระทรวงการคลังได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใน 4 ด้านหลัก ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน โดยตั้งเป้าไว้ว่าจะดันผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปีนี้ให้เพิ่มขึ้น 1.2 แสนล้านบาท หรือโตไม่ต่ำกว่า 5% เลยทีเดียวค่ะ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 4 ด้าน อาจมีคุณผู้อ่านบางท่านทราบแล้วว่า ประกอบด้วย 1) มาตรการด้านการบริโภคภาคเอกชน โดยนิติบุคคลสามารถนำค่าใช้จ่ายการสัมมนาในประเทศหักลดหย่อนภาษีได้ถึง 2 เท่า 2) มาตรการด้านการลงทุนภาคเอกชน ให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวลงทุนซื้อหรือซ่อมแซมทรัพย์สิน หักค่าเสื่อมได้ 50% ในปีแรก 3) มาตรการด้านการใช้จ่ายภาครัฐ ให้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี และ 4) มาตรการด้านการส่งออกให้ขยายตลาดไปประเทศเพื่อนบ้าน เป็นต้น

ทั้งนี้ ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว หรือความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจถดถอย ผู้บริโภคมีกำลังซื้อลดลง การใช้จ่ายในชีวิตประจำวันชักหน้าไม่ถึงหลัง สินค้าต่างๆ ขายได้น้อยลง เฉกเช่นสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน มีความเป็นไปได้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย นั่นคือ การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้ต่ำลง เพื่อลดต้นทุนการกู้ยืมเงินของภาคเอกชนทั้งประชาชนทั่วไปและผู้ประกอบการให้น้อยลง แต่การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการกู้ยืมเงินของภาคเอกชนนะคะ

แต่จะส่งผลผ่านกลไกอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ในแง่ “ต้นทุนเงินกู้ยืมจาก ธปท.” เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นต้นทุนตัวหนึ่งของธนาคารพาณิชย์ที่ใช้กันเป็นเงินสำรองกับ ธปท.ทุกสิ้นวัน หรือใช้บริหารสภาพคล่องของตน ซึ่งเมื่อต้นทุนเงินกู้ยืมของธนาคารพาณิชย์นี้มีการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง ก็มักจะส่งผลไปที่อัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ที่จะกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ ทั้งในด้านต้นทุนการกู้ยืมเงินของประชาชนทั่วไป หรือการลงทุนของผู้ประกอบการ ซึ่งการลดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำลง ดิฉันเชื่อว่าจะเป็นอีกมาตรการหนึ่งที่มีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระยะยาว และไม่ได้ไปเป็นการกระตุ้นให้เกิดการบริโภค หรือก่อหนี้เพิ่มมากขึ้นตามที่หลายฝ่ายวิตกกังวล เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาตัวเลขหนี้ภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่เพิ่มความระมัดระวัง และมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อบัตรเครดิตหรือสินเชื่อที่อยู่อาศัยประเภทต่างๆ

การที่กระทรวงการคลังออกมาตรการที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ดี แต่ขณะเดียวกันการกำหนดอัตราดอกเบี้ย ก็ถือเป็นนโยบายทางการเงินที่สำคัญ ที่มีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม การบริหารนโยบายเศรษฐกิจ รัฐบาลอาจเลือกดำเนินนโยบายการคลัง หรือนโยบายการเงินอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือจะใช้นโยบายทั้งสองควบคู่กันไป ขึ้นอยู่กับว่ามาตรการใดมีความเหมาะสมกับการแก้ปัญหามากกว่ากัน ซึ่งเป็นเรื่องที่เราต้องคอยติดตามกันอย่างใกล้ชิดต่อไปค่ะ

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน