posttoday
ลงทุนง่าย ๆ ชีวิตสบาย ๆ หลังเกษียณ

ลงทุนง่าย ๆ ชีวิตสบาย ๆ หลังเกษียณ

11 สิงหาคม 2556

ถ้าวันที่เกษียณ มีเงินสัก 150 ล้านบาท จะไม่เดือดร้อนเลย เพราะคงจะถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร เอ๊ย! เพราะคงจะพอกินพอใช้ไปจนตาย... ต่างหาก

ถ้าวันที่เกษียณ มีเงินสัก 150 ล้านบาท จะไม่เดือดร้อนเลย เพราะคงจะถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร เอ๊ย! เพราะคงจะพอกินพอใช้ไปจนตาย... ต่างหาก

ก็ถ้าไม่ใช่คนที่มีนิสัยใช้จ่ายฟุ่มเฟือยมากนัก ขอให้มีแค่ 10-20 ล้านบาท วันที่เกษียณก็น่าจะมากพอแล้ว

แต่สำหรับคนเกษียณที่ไม่ได้เตรียมตัวมาดีมากนัก อาจจะมีเงินออมเพียงปริ่มๆ คงต้องคิดหนักหน่อยว่า จะทำอย่างไรถึงจะ “ตายก่อนเงิน” เพราะจะให้ย้อนเวลากลับไปเก็บเงินเพิ่มก็ไม่ได้แล้ว

และตามที่สัญญากันไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า จะหาช่องทางและวิธีการลงทุนมาฝากคนวัยเกษียณ เพราะเรื่องการลงทุนเป็นหนึ่งในหลายๆ ปัจจัยที่ช่วยให้ชีวิตหลังเกษียณกลายเป็น “เรื่องเศร้า” ที่ตายไปแล้ว แต่ยังใช้เงินไม่หมด โดยไม่กลายเป็น “เรื่องสลด” ที่ใช้เงินหมดแล้วยังไม่ตาย

เพราะหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เงินออมหมดไปก่อนจะตาย คือ การลงทุนโดยไม่ยอมรับความเสี่ยงเลย หรือลงทุนที่มีความเสี่ยงน้อยเกินไป ทำให้ได้ผลตอบแทนน้อยเกินไป

ตัวอย่างเช่น คนวัยเกษียณ 2 คน ที่เกษียณอายุปีเดียวกัน มีเงินออม 4 ล้านบาทเหมือนกัน และนำเงินออกมาใช้เดือนละ 2 หมื่นบาทเท่ากัน แต่คนหนึ่งอาจจะใช้เงินออมหมดไปตั้งแต่อายุ 76 ปี เพราะไม่ได้นำเงินที่มีอยู่ไปลงทุนให้งอกเงย ในขณะที่อีกคนหนึ่งใช้จ่ายสบายๆ ไปจนอายุ 87 ปี เพราะลงทุนได้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 4%

จริงๆ แล้ว ช่องทางและวิธีการลงทุนสำหรับวัยเกษียณมีอยู่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตร ตราสารหนี้ หุ้นปันผล และอสังหาริมทรัพย์ โดยอาจจะทำได้ทั้งลงทุนเอง หรือลงทุนผ่านกองทุนรวม เพราะเป็นการลงทุนที่ให้รายได้ประจำ เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผลและค่าเช่า

แต่การลงทุนในยุคนี้จะทุ่มเงินลงทุนอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ ต้องแบ่งเงินไปลงทุนสินทรัพย์หลายๆ อย่าง และต้องลงทุนในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนเพิ่ม

สำหรับวัยเกษียณการแบ่งเงินและกระจายไปลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภทอาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฉะนั้นคำแนะนำในครั้งนี้ขอพุ่งเป้าไปที่การลงทุนแบบ “ง่ายๆ” ลงทุนแล้วสามารถใช้ชีวิตสบายๆ ให้สมกับวัยเกษียณ

กองทุนรวมเพื่อวัยเกษียณ

เมื่อไม่นานมานี้ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง เปิดตัวกองทุน “บีซีเนียร์สำหรับวัยเกษียณ” โดยประกาศว่า เป็นกองทุนแรกของอุตสาหกรรมกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนเพื่อบริหารเงินให้กับคนในวัยเกษียณ

พีรพงศ์ จิรเสวีจินดา กรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดการกองทุน บลจ.บัวหลวง บอกว่า “บีซีเนียร์” จะลงทุนในตราสารหนี้อายุประมาณ 1 ปี ประมาณ 70% เพื่อให้ได้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ ส่วนที่เหลือจะลงทุนหุ้นในประเทศ 20% กองทุนทองคำ 5% กองทุนอสังหาริมทรัพย์ กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน รวมกันประมาณ 5%

พร้อมกับคาดว่า กองทุนนี้น่าจะสามารถทำผลตอบแทนได้ปีละ 4-6% ต่อปี

แต่กองทุนนี้ก็อาจจะไม่ใช่กองทุนเดียวที่เหมาะกับคนวัยเกษียณ เพราะหากเป็นกองทุนผสม ที่มีความเสี่ยงในระดับปานกลาง โดยอาจจะมีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ไม่ต่ำกว่า 70% ก็ถือว่า “ใช้ได้”

นอกจากนี้ เมื่อลองไปค้นๆ ดู จะเห็นว่า มีอีกอย่างน้อย 2 กองทุนที่น่าจะเหมาะกับวัยเกษียณ คือ “เค ไลฟ์สไตล์ 2500” ของ บลจ.กสิกรไทย และ “กรุงศรีไลฟ์สเตจ 55 พลัส” ของ บลจ.กรุงศรี

“เค ไลฟ์สไตล์ 2500” หนึ่งในกลุ่มกองทุนเค ไลฟ์สไตล์ ที่จะปรับสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะกับคนที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2500 โดยในปัจจุบันเน้นลงทุนในตราสารหนี้ และจะลงทุนหุ้นไม่เกิน 20% ของพอร์ตลงทุน

“กรุงศรีไลฟ์สเตจ 55 พลัส” หนึ่งในกลุ่มกองทุนกรุงศรีไลฟ์สเตจพลัส ที่กำหนดสัดส่วนการลงทุนตราสารหนี้ 70% หุ้น 20% และทองคำ 10% ที่เหมาะสำหรับคนอายุมากกว่า 55 ปี ซึ่งเข้าสู่วัยเกษียณ

ทั้ง 3 กองทุนนี้ นอกจากจะเหมาะกับวัยเกษียณเหมือนๆ กันแล้วยังไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผลเช่นเดียวกัน แต่นักลงทุนสามารถสั่งขายคืนหน่วยลงทุน เพื่อนำไปใช้จ่ายได้ โดยกองทุนของ บลจ.กสิกรไทย และ บลจ.กรุงศรี สามารถขายคืนได้ทุกวันทำการ

ในขณะที่กองทุนของ บลจ.บัวหลวง จะสามารถขายคืนได้ในช่วงปลายเดือน หรือสั่งคำสั่งขายอัตโนมัติได้เดือนละ 1 ครั้ง

นอกจากนี้ ยังไม่มีค่าธรรมเนียมซื้อ และค่าธรรมเนียมการขายคืนเหมือนกัน ยกเว้น บลจ.กสิกรไทย ที่จะยกเว้นค่าธรรมเนียมการขายคืนหน่วยลงทุนให้เฉพาะนักลงทุนที่ถือครองมาเกิน 6 เดือน และสำหรับค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการ น่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ซึ่งต่ำกว่าค่าธรรมเนียมบริหารกองทุนหุ้น

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นกองทุนผสมของ บลจ.ใดก็ตาม จะไม่ได้รับประกันผลตอบแทน แต่ถ้า “เชื่อมือ” ผู้จัดการกองทุนก็สบายใจได้

ประกันแบบบำนาญ

แต่ถ้าจะให้มั่นใจว่า “ได้แน่ๆ” อาจจะต้องแบ่งเงินส่วนหนึ่งไปซื้อ “ประกันแบบบำนาญ” เพื่อทำให้มีรายได้ประจำหลังจากเกษียณอายุแล้ว แต่ถ้าจะมาซื้อเมื่ออายุครบ 60 ปีแล้ว ก็ต้องยอมรับว่า เหลือ “ทางเลือก” อยู่ไม่มาก เพราะบริษัทประกันส่วนใหญ่จะรับทำประกันแบบบำนาญให้คนที่อายุตั้งแต่ 60 ปี

เมื่อเลือกบริษัทประกันได้แล้ว แนะนำให้เลือกประกันที่ชำระเบี้ยประกันเพียงครั้งเดียว ซึ่งต้องยอมรับอีกครั้งว่า เบี้ยประกันค่อนข้างสูง ตัวอย่างเช่น “เมืองไทยบำนาญ เอ 85/1 (บำนาญ)” ของ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต

ถ้าเลือกจำนวนเงินเอาประกัน 1 ล้านบาท ผู้ชายอายุ 60 ปี จะต้องจ่ายเบี้ยประกัน 2,053,800 บาท และผู้หญิงอายุ 60 ปี ต้องจ่ายเบี้ยประกัน 2,140,770 บาท และบริษัทประกันจะจ่ายเงินบำนาญ 12% ของเงินเอาประกัน หรือปีละ 1.2 แสนบาท จนอายุครบ 85 ปี

แม้จะง่าย และจ่ายจริง แต่ต้องไม่ลืมว่า เงินที่ได้รับจะไม่ได้คำนวณเรื่องเงินเฟ้อเอาไว้ด้วย เพราะถ้าเงินเฟ้อแค่ปีละ 3% เงิน 1 หมื่นบาทวันนี้ จะเหลือ 5,500 บาท ในอีก 20 ปีข้างหน้า

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน