
สินค้าไทยรุมชิงเค้กอินโดจีนย่างก้าวแรงสู่เออีซีปี'58
โดย...รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย
โดย...รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย
ช่วงเวลาไม่ถึง 2 ปีจากนี้ หรือในปี 2558 ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี กำลังจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ สินค้าอุปโภคบริโภคในเครือสหพัฒน์และผู้ประกอบการตลาดเครื่องดื่มอย่างเสริมสุข อิชิตัน โออิชิ รวมถึงกลุ่มธุรกิจอาหารและขนมหวาน ต่างเตรียมนำสินค้าไทยขึ้นชกบนเวทีท้าชิงกับแบรนด์ท้องถิ่น โดยพุ่งเป้าไปที่การบุกตลาดในอินโดจีนเป็นก้าวแรกในอาเซียน
ทั้งนี้ ตลาดอินโดจีนถือได้ว่าเป็นขุมทองที่ผู้ประกอบการต่างพาเหรดรุมทึ้งเข้าไปเปิดตลาด เนื่องจากการสร้างแบรนด์ทำได้ง่าย เพราะสินค้าของไทยที่ผ่านมาจำหน่ายไปตามชายแดนแล้วหลายปี นอกจากนี้การแข่งขันยังไม่สูงมากนัก เมื่อเทียบกับสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และสินค้ายังเป็นกลุ่มพื้นฐาน เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคไม่ได้มีความซับซ้อนมากนัก
บุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท สหพัฒนพิบูล ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคในเครือสหพัฒน์ เปิดเผยว่า การทำตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคในภูมิภาคอาเซียนนั้น ผู้ประกอบการต้องโฟกัสการทำตลาดสินค้าระดับบน เนื่องจากต้นทุนการผลิตของไทยสูง การทำตลาดระดับล่างหรือใช้กลยุทธ์ราคาจะไม่สามารถแข่งขันได้
สำหรับราคาสินค้าถือว่าเป็นยุทธศาสตร์หรือหัวใจสำคัญสำหรับการเปิดตลาดอาเซียน ขณะที่โอกาสที่สินค้าอุปโภคบริโภคเข้าไปทำตลาด จะเป็นประเทศลาว พม่า กัมพูชา และเวียดนาม เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคมีความคล้ายคลึงกัน และมองภาพลักษณ์เป็นสินค้าระดับพรีเมียม อีกทั้งตลาดอุปโภคบริโภคยังอยู่ในช่วงของการพัฒนาตลาด ซึ่งมีโอกาสที่จะเติบโตได้อีกมาก
ขณะที่สภาพตลาดแข่งขันสินค้าอุปโภคบริโภคในอาเซียน นอกจากมียักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง ยูนิลีเวอร์และพีแอนด์จี เข้าไปเปิดตลาดแล้ว ยังมีผู้ผลิตจากเวียดนาม จีน เกาหลี ถือเป็นคู่แข่งที่น่ากลัว ซึ่งสหพัฒน์เองได้ให้ความสำคัญกับการทำตลาดอินโดจีน เพราะทำตลาดได้ง่ายกว่า จากการที่สินค้าเข้าไปจำหน่ายตามชายแดนหลายปี ผู้บริโภคมีความคุ้นเคยสินค้า ทำให้การสร้างแบรนด์ทำได้ง่ายขึ้น
ด้าน ฤทธิ์ คิ้วคชา กรรมการผู้จัดการ บริษัทคชา บราเธอร์ส ผู้ดำเนินธุรกิจขนมหวานแบรนด์สฟรี กล่าวว่า บริษัทมีแผนขยายธุรกิจร้านขนมหวานและไอศกรีมสไตล์ญี่ปุ่น เข้าไปเปิดตลาดในอาเซียน โดยเตรียมนำไอศกรีมสฟรีเป็นแบรนด์เรือธงในการบุกตลาด หัวใจสำคัญการทำตลาดต่างประเทศของธุรกิจจำเป็นต้องมีพันธมิตรท้องถิ่น
“แนวโน้มธุรกิจร้านอาหารขณะนี้ต้องเป็น สเปเชียลตี้ สโตร์ หรือเป็นร้านที่จำหน่ายเมนูเฉพาะด้าน เพื่อสร้างประสบการณ์การกินอาหาร การเสิร์ฟ รูปแบบการรับประทาน หรือต้องเป็นมากกว่าการขายอาหารเพียงอย่างเดียว เพื่อสร้างความแตกต่าง” ฤทธิ์ กล่าว
ตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทอิชิตัน ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชาเขียวพร้อมดื่มอิชิตัน กล่าวว่า ชาเขียวพร้อมดื่มถือว่าเป็นอีกหนึ่งตลาดที่ใหญ่ในอาเซียน เพราะหลายปีที่ผ่านมานี้ ชาเขียวเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมสูงและถูกสร้างตลาดมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดน้ำสมุนไพรกำลังจะกลายเป็นเครื่องดื่มที่มาแรงทั่วโลก รวมถึงตลาดอาเซียนด้วย
“สาเหตุที่เริ่มเปิดตลาดอาเซียนในปีหน้านี้ เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคมีความคล้ายคลึงกัน โดยดื่มชาเขียวที่มีรสชาติหวานและเปรี้ยวนำ แตกต่างจากเกาหลีหรือญี่ปุ่น วัฒนธรรมการกินชาไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ตามในเบื้องต้นบุกตลาดอินโดจีน ได้แก่ ลาว พม่า กัมพูชา และเวียดนาม ส่วนการทำแคมเปญโปรโมชันเหมือนไทย ต้องอาศัยยอดขายที่มากถึงจะคุ้ม” ตัน กล่าว
ฐิติวุฒิ์ บุลสุข กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสริมสุข ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มน้ำอัดลมเอส เปิดเผยว่า สภาพตลาดเครื่องดื่มในภูมิภาคอาเซียนยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก เพราะหลายประเทศกำลังอยู่ในการพัฒนาการเติบโต นอกจากนี้ยังเป็นตลาดที่มีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป้าหมายการทำตลาดของเสริมสุขในสเตปแรกคือบุกอาเซียน
นอกจากนี้ น้ำอัดลมและน้ำดื่ม ถือว่าเป็นตลาดใหญ่มากและเป็นตลาดที่มีศักยภาพในภูมิภาคอาเซียน เพราะตอบโจทย์ความสดชื่น ดับกระหายของกลุ่มผู้บริโภคได้ค่อนข้างกว้าง เหมือนเป็นเครื่องดื่มพื้นฐานที่ทุกคนต้องดื่มในทุกวัน แต่การทำตลาดเครื่องดื่มในภูมิภาคอาเซียนไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะผู้บริโภคก็มีความจงรักภักดีต่อแบรนด์ในแต่ละประเทศ
อย่างไรก็ตาม บริษัทจะนำสินค้าในพอร์ตโฟลิโอ ได้แก่ น้ำอัดลมเอส น้ำดื่มคริสตัล นำร่องเปิดตลาดลาว พม่า เวียดนาม กัมพูชา โดยจะเริ่มหลังจบไตรมาส 3 และมีแผนนำเครื่องดื่มอื่นๆ อาทิ เครื่องดื่มชูกำลังแรงเยอร์ เข้าไปทำตลาดเพิ่มเติม ซึ่งขณะนี้ศึกษาพันธมิตรทางธุรกิจในท้องถิ่น หรือกระทั่งเอฟแอนด์เอ็น ถึงโอกาสทำตลาดแต่ละประเทศ
การก้าวสู่ตลาดอินโดจีนของสินค้าไทย เป็นการชิมลางตลาดก่อนที่จะก้าวไปสู่ตลาดที่หินมากกว่า อย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ซึ่งหัวใจสำคัญของการทำตลาดต้องโฟกัสและวางตำแหน่งสินค้าให้ถูกต้อง เพราะต้นทุนการผลิตสินค้าไทยสูง ขณะที่พันธมิตรธุรกิจท้องถิ่น เปรียบเสมือนคู่แต่งงานที่ต้องจับให้ลงตัว เพื่อช่วยขับเคลื่อนธุรกิจให้ถึงฝั่งและต่อกรกับคู่แข่ง







