posttoday
จับตาจีนตามรอยญี่ปุ่นขยายฐานผลิตเข้าอาเซียน

จับตาจีนตามรอยญี่ปุ่นขยายฐานผลิตเข้าอาเซียน

06 สิงหาคม 2556

โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ

โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ

จากข้อมูลการขอรับการส่งเสริมการลงทุนของต่างชาติของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) พบว่า ญี่ปุ่นยังคงเป็นนักลงทุนที่เข้ามาในประเทศไทยสูงและต่อเนื่อง ยังคงเป็นกลุ่มทุนจากญี่ปุ่นด้วยจำนวนขอรับส่งเสริมฯ 333 โครงการ มูลค่าลงทุน 1.84 แสนล้านบาท

ในครึ่งแรกของปีนี้ที่มีมูลค่ารวม 2.78 แสนล้านบาทเท่ากับปีที่ผ่านมาด้วยจำนวนโครงการ 619 โครงการ แม้กลุ่มที่เข้าขอรับส่งเสริมฯ โดยหลายปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นเดินกลยุทธ์ขยายฐานการผลิตเข้ามาในอาเซียนแทนการผลิตในญี่ปุ่นแล้วส่งเข้ามา เพราะการมีฐานผลิตใกล้ตลาดช่วยในการลดต้นทุนหลายด้าน

อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่า นอกจากญี่ปุ่นที่ขยายฐานการลงทุนในไทยและอาเซียนแล้ว ในไม่ช้านี้ “จีน” ก็จะขยายฐานมาในลักษณะเดียวกัน

“สมชาย หาญหิรัญ” ผู้อำนวยการ สำนักเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่เปิดการค้าเสรี หรือเอฟทีเอ อาเซียนจีน และอาเซียนญี่ปุ่นมาตั้งแต่ช่วงปี 2548 เป็นต้นมา พบว่าทั้งจีนและญี่ปุ่นมีส่วนแบ่งตลาดในการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมสำคัญๆ เข้ามาในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยในส่วนของญี่ปุ่นครองส่วนแบ่งสูงในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ที่ระดับ 27.86% และยังเป็นการผลิตและส่งออกจากไทยที่ส่วนใหญ่ก็เป็นบริษัทญี่ปุ่นอีก 22.51% และเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ที่ครองส่วนแบ่ง 18.43%

แต่การเพิ่มส่วนแบ่งการส่งสินค้าเข้าสู่อาเซียนของจีนเติบโตขึ้นอย่างมากตั้งแต่มีเอฟทีเออาเซียนจีน ทำให้ต้องจับตาการลงทุนจากจีนที่จะเข้ามาในภูมิภาคนี้ไม่ต่างไปจากญี่ปุ่น เพียงแต่ตอนนี้ถือเป็นยุคเริ่มต้นของจีน แต่ก็ต้องใช้เวลาทั้งสร้างความน่าเชื่อถือของแบรนด์ และปัจจัยแวดล้อมในประเทศ

“ปัจจุบัน จีนเข้ามาลงทุนในไทยและอาเซียนอื่นๆ โดยเข้ามาใช้วัตถุดิบและส่งกลับเข้าไปในจีนเป็นหลัก เทียบกับญี่ปุ่นที่เข้ามาใช้ประเทศแถบนี้ผลิตและส่งออกไปทั่วโลก แต่เมื่อไรที่จีนถูกแรงบีบภายในเหมือนญี่ปุ่นเช่นการบริโภคในประเทศอิ่มตัว ค่าแรงสูงขึ้นมาก และตลาดในอาเซียนก็ยอมรับสินค้าของจีนมา ตอนนั้นการผลิตจีนจะย้ายเข้ามาในอาเซียนมากขึ้น”

“สมชาย” กล่าวว่า ณ สิ้นไตรมาสแรกของปีนี้ จีนมีส่วนแบ่งตลาดสินค้าอุตสาหกรรมในอาเซียน 9 ประเทศไม่รวมไทย อยู่ที่ 24.04% เพิ่มขึ้นจาก 23.30% ในสิ้นปีที่แล้ว และ 11.77% ในปี 2548 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของเอฟทีเอ เทียบกับญี่ปุ่นที่มีส่วนแบ่งโดยรวม ณ ไตรมาสแรก ปีนี้ที่ 9.76% ลดลงจากสิ้นปีที่แล้วที่ 11.37% และ 13.99% ในปี 2548

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นอย่างมากและต่อเนื่องคือเครื่องนุ่งห่ม ที่ ณ ไตรมาสแรก ปีนี้มีมาร์เก็ตแชร์ของจีนอยู่ที่ 80.14% จาก 78.26% ในสิ้นปีที่แล้ว และ 54.30% ในปี 2548 ในขณะที่คู่แข่งต่างมีส่วนแบ่งลดลงต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ ไต้หวัน และไทย ที่ส่วนแบ่งลดลงเหลือ 4.58% 2.42% และ 1.14% ตามลำดับ

สำหรับอุตอุตสาหกรรมสิ่งทอ มีส่วนแบ่งตลาดที่ 47.13% เพิ่มจาก 45.73% ในสิ้นปีที่แล้ว และ 24.23% ในช่วงเริ่มต้นเอฟทีเอในปี 2548 ในขณะที่คู่แข่งอย่างเกาหลีใต้ ใต้หวัน และไทยมีส่วนแบ่งลดลงอย่างต่อเนื่องเหลือ 11.83% 9.43% และ 4.43% ตามลำดับ และสาหกรรมผลิตภัณฑ์เหล็กที่เพิ่มส่วนแบ่งขึ้นได้มาอยู่ที่ 28.23% จาก 24.01% ในสิ้นปีที่แล้ว และ 17.62% ในปี 2548 ในขณะที่คู่แข่งอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไทย มีสัดส่วนลดลงมาเหลือ 19.19% 12.95% และ 4.17% ตามลำดับ

จากข้อมูลจากบีโอไอระบุว่า 6 เดือนแรกของปีนี้นักลงทุนจีนขอรับการส่งเสริมฯ เข้ามาทั้งสิ้น 16 โครงการ 7,590 ล้านบาท โดยตลอดปี 2555 ที่ผ่านมา ขอรับการลงทุนทั้งสิ้น 44 โครงการ มูลค่าลงทุน 1.28 หมื่นล้านบาท

“การค้าเสรีเป็นเทรนด์ที่ห้ามไม่ให้เกิดได้ยากในยุคปัจจุบันและจะยิ่งมีความยุ่งยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะกรอบการเจรจามีหลายกรอบผู้ประกอบการก็ต้องศึกษาว่าตัวเองจะถูกกระทบหรือได้ประโยชน์จากกรอบไหน เช่นกรณีของจีนเมื่อแนวโน้มการปรับตัวของเขามาทางนี้แล้วผู้ประการก็ต้องดูว่าจะเกาะเกร็ดมังกรนี้ไปได้อย่างไร เช่นเดียวกับกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ไทยที่พัฒนาจนเข้มแข็งมาแล้วพร้อมการเข้ามาของอุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่น” สมชาย กล่าว

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ