posttoday
ซีพีเอฟชูโมเดล "ฟาร์มสีเขียว"ขยายธุรกิจหมู

ซีพีเอฟชูโมเดล "ฟาร์มสีเขียว"ขยายธุรกิจหมู

02 สิงหาคม 2556

ปัจจุบันการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยหรือทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นลำดับต้นๆ จะเห็นได้จากข้อกฎหมายใหม่ๆ

โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

ปัจจุบันการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยหรือทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นลำดับต้นๆ จะเห็นได้จากข้อกฎหมายใหม่ๆ ที่กำหนดให้การก่อสร้างโรงงานหรือแม้แต่โครงการอสังหาริมทรัพย์ต้องมีการทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) ก่อนดำเนินการ

เช่นเดียวกับธุรกิจฟาร์มหมูที่จะต้องทำงานหนักกว่าโครงการอื่นๆ เพราะกลิ่นของเสียจากฟาร์มหมูค่อนข้างแรง ส่งผลให้ชาวบ้านไม่ต้องการให้มีธุรกิจฟาร์มหมูมาตั้งอยู่ใกล้บ้าน กลายเป็นข้อจำกัดในการขยายธุรกิจฟาร์มหมู ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจขนาดใหญ่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (ซีพีเอฟ) จึงมีแนวคิดที่จะใช้ “โมเดลฟาร์มสีเขียว” เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว

สมควร ชูวรรธนะปกรณ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหารสายธุรกิจสุกร กล่าวว่า ในอนาคตผู้ประกอบการปศุสัตว์ไทย ต้องลงทุนด้านมาตรฐานสิ่งแวดล้อมในวงเงินที่สูงขึ้น เพื่อรองรับการขยายฟาร์ม ประกอบกับนอกจากนี้ยังมีปัจจัยด้านอื่นที่สำคัญเช่น ราคาที่ดินเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังต้องทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากคนในชุมชน ปัญหาโรคระบาด การขาดแคลนแรงงาน ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ ระบบโลจิสติกส์ และการกีดกันทางการค้าในรูปแบบต่างๆ เรื่องดังกล่าวเป็นความเสี่ยงของภาคปศุสัตว์ เนื่องจากเป็นต้นทุนหลักในการดำเนินธุรกิจคิดเป็น 65% อีกทั้งจะทำให้การขยายฟาร์มปศุสัตว์ในอนาคตเป็นไปอย่างยากลำบาก

สมควร แนะนำว่า ผู้ประกอบการฟาร์มหมูที่จะอยู่รอดได้ ต้องปรับตัวหลายด้าน และต้องคำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมและลงทุนในด้านมาตรฐานการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับมาตรฐานฟาร์ม โดยนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาใช้ในฟาร์มหมู เพื่อลดปัญหาขาดแคลนแรงงานและค่าจ้างแรงงานที่สูงขึ้น

สำหรับโมเดลฟาร์มสีเขียวที่ซีพีเอฟนำมาใช้คือ จะมีระบบฟอกอากาศ (กลิ่น) ก่อนที่จะปล่อยออกจากโรงเลี้ยง จากเดิมที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะใช้พัดลมดูดอากาศออกนอกโรงเลี้ยง โดยระบบใหม่นี้จะฟอกอากาศถึง 3 ชั้น เริ่มจากการใช้ม่านน้ำเพื่อดูดซับฝุ่น (กลิ่น) ชั้นที่ 2 เป็นแผ่นพลาสติกคอสโฟมิเดีย ชั้นนี้จะมีลักษณะเหมือนรังผึ้งที่สามารถดูดอากาศและกลิ่นได้ดี ส่วนชั้นที่ 3 เป็นกาบมะพร้าวซึ่งรู้กันดีว่ามีคุณสมบัติในการดูดซับ ดังนั้นเมื่อผ่านครบทั้ง 3 ชั้น อากาศหรือกลิ่นที่ออกมาก็แทบจะปกติ

“เทคโนโลยีนี้เป็นเทคโนโลยีเดียวกับประเทศเยอรมนี แต่มีการนำวัสดุพื้นบ้านที่หาได้ทั่วไปอย่างกาบมะพร้าวมาประยุกต์ใช้ เพื่อให้ต้นทุนในการผลิตเทคโนโลยีถูกลง” สมควร กล่าว

ประโยชน์ของการทำฟาร์ม (หมู) สีเขียว คือ ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (ก๊าซเรือนกระจก) ได้ถึง 6.13 แสนกรัมต่อปี หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 8.51 แสนต้นต่อปี นอกจากนี้ยังประหยัดพลังงาน และได้รับการยอมรับจากชุมชน รวมทั้งเป็นการสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดี อีกทั้งยังเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะน้ำที่ผ่านการกรองกลิ่นจะถูกบำบัดและหมุนเวียนมาใช้ในภาคเกษตรกรรมได้

บริษัทวางเป้าหมายขยายโมเดลดังกล่าวให้ครอบคลุมครบทุกแห่งทั่วประเทศกว่า 20 แห่ง จากเดิมที่ซีพีเอฟนำร่องกับฟาร์มหมูของซีพีเอฟเอง2 แห่ง และสนับสนุนไปยังฟาร์มหมูของเกษตรกรที่เป็นพันธมิตร (คอนแทรกต์ฟาร์มเมอร์) ด้วย โดยคาดว่าภายในสิ้นปีนี้ฟาร์มหมูของซีพีเอฟและพันธมิตรจะหันมาใช้โมเดลฟาร์มสีเขียว 100%

ปัจจุบันธุรกิจสุกรของซีพีเอฟมีส่วนแบ่งการตลาดเป็นเบอร์ 1 หรือมีสัดส่วนประมาณ 20% ของมูลค่าตลาดรวมประมาณ 1 แสนล้านบาท ที่สำคัญประเทศที่ซีพีเอฟขยายการลงทุนเข้าไป เช่น ลาว %CUR%พม่า กัมพูชา มาเลเซีย เวียดนาม และไต้หวัน ก็จะมีส่วนแบ่งการตลาดเป็นเบอร์ 1 เช่นเดียวกับในประเทศไทย

“แม้ว่าการปรับเรื่องสิ่งแวดล้อมจะไม่มีผลต่อราคาสินค้า หรือช่วยเพิ่มยอดขายสินค้าได้ในทันที แถมยังเป็นการลงทุนที่มีต้นทุนสูงขึ้นหลายเท่า แต่ก็เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เนื่องจากเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับตราสินค้า หรือที่เรียกว่าเป็นอิมเมจผลิตภัณฑ์ ซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและแบรนด์ได้ในระยะยาว จึงนับว่าคุ้มที่จะลงทุน” สมควร ให้ข้อคิดทิ้งท้าย

จากการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จะยิ่งเป็นตัวผลักดันให้ผู้ประกอบการฟาร์มหมูของไทยต้องยกระดับมาตรฐานฟาร์ม การเลี้ยงและเทคโนโลยีให้ได้มาตรฐานระดับนานาชาติ เพื่อผลิตอาหารคุณภาพรองรับประชาคมโลกให้สมกับการเป็นครัวของโลกด้วย

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69