
แนะแนวสู่เออีซีเชิง "รุก" เล็ก-กลาง-ใหญ่ก็รอดได้
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
“ความไม่รู้” กำลังก่อตัวเป็นคำถามกองมหึมาทับถมและอัดแน่นอยู่เต็มอกของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก เนื่องจากไม่แน่ใจว่าจะรุกขยายการค้าและการลงทุนไปยังเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างไร ท่ามกลางสถานการณ์ที่รอหาทางออกนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จึงได้จัดงานเสวนา “กลยุทธ์พร้อมรบ : สนาม AEC” โดยมีภาคเอกชนที่ทำธุรกิจร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนแล้วร่วมเป็นวิทยากร
ภาส นิธิปิติกาญจน์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท สินวารีพัฒนา วิเคราะห์ว่า จุดสำคัญของการก้าวไปแข่งขันกับสินค้าและบริการนานาประเทศนั้นอยู่ที่การสร้างความแตกต่าง ทำอย่างไรก็ได้ให้สินค้าของเราโดดเด่นที่สุดเมื่อเทียบกับอีกนับพันทั่วอาเซียน
เขาได้นำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจของเขา โดยได้ต่อยอดพัฒนาแบรนด์เมกาเชฟขึ้นมา เพื่อเป็นสินค้าระดับพรีเมียม
“เราเป็นธุรกิจเล็กๆ ก็ต้องเจาะตลาดเฉพาะกลุ่มหรือนิชมาร์เก็ต ผมเลยทำซอสที่ดีต่อสุขภาพขึ้นมาเจาะกลุ่มคนรักสุขภาพ”
ยิ่งพอไปลงทุนในเวียดนาม เขายิ่งเห็นชัดเจนว่าตลาดน้ำปลาในเวียดนามเป็นระดับพรีเมียมถึง 30% จึงเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจของเขา
อย่างไรก็ตาม การจะพัฒนาสินค้าให้แตกต่างได้ ต้องพึ่งพาการวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) ให้สินค้ามีมิติใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง หากเป็นบริษัทใหญ่ย่อมมีงบพร้อมลงทุน แต่สำหรับบริษัทขนาดเล็ก เขาแนะนำว่าอาจทำแบบเขาก็ได้ คือการ “นัดพบอาจารย์” ซึ่งส่วนใหญ่ค่อนข้างน่ารัก ยินดีให้คำแนะนำ ดังนั้น หากรู้ว่าอาจารย์ท่านใดคือผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจที่ทำ ก็อาจลองนัดขอคำแนะนำ แล้วกลับมาวิจัยและพัฒนาสินค้าต่อด้วยตัวเอง
อีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือ การสร้างแบรนด์ เพื่อให้สินค้าตัวเองดูดีขึ้น เมื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เกิดการแข่งขันกันอย่างเสรี หากจะแข่งขันกับใครด้วยราคาย่อมสู้ไม่ได้ เพราะหลายประเทศในอาเซียนมีต้นทุนการผลิตสินค้าถูกกว่าไทยพอสมควร
ในยุคที่โซเชียลเน็ตเวิร์กเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ภาสแนะนำว่า การใช้ “ไวรัล มาร์เก็ตติ้ง” ผ่านช่องทางต่างๆ เหล่านี้ ถือเป็นการสร้างแบรนด์และโฆษณาที่ง่ายที่สุด ต้นทุนน้อยที่สุด
พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซีอีโอ อกริฟู้ด เล่าว่า เขาไม่มองภาพรวมประเทศในอาเซียนเป็นแผนที่ แต่มองภาพรวมเป็นพีระมิด
กลุ่มที่อยู่ฐานราก คือกลุ่มซีแอลเอ็มวี ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม กลุ่มนี้ถือเป็นแหล่งวัตถุดิบ ถัดมาคือกลุ่มตรงกลาง เป็นกลุ่มฐานอุตสาหกรรม เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ กลุ่มนี้มีโนว์ฮาว มีความสามารถ หากคนประเทศใดมีพื้นฐานภาษาอังกฤษ ก็อาจไปตั้งฐานการผลิตที่นั่นได้
กลุ่มสุดท้าย คือกลุ่มยอดพีระมิด ได้แก่ สิงคโปร์และบรูไน 2 กลุ่มนี้มีทั้งโนว์ฮาว เส้นทางโลจิสติกส์ และกำลังซื้อ กลุ่มนี้จึงเป็นผู้บริโภคในสายตาเขา
ไม่ว่าจะรุกตลาดไปในทิศทางใดของอาเซียน ต้องระมัดระวัง 3 เรื่อง คือ 1.กฎหมาย หากไม่รู้จริงในเรื่องนี้อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจได้ 2.ภาษี สินค้าบางประเภทเป็นสินค้าที่ได้รับการปกป้อง ควรดูเงื่อนไขการปกป้องของบรรดาสินค้าเหล่านี้ให้ดี และ 3.โครงสร้างพื้นฐานของประเทศนั้นๆ
อย่างไรก็ตาม เอสเอ็มอีต้องไม่กลัวกระแสโลกาภิวัตน์และการรวมตัวกับประเทศต่างๆ ต้องหาวิธีรวมกลุ่มเป็นคลัสเตอร์ และหาพันธมิตรที่เหมาะสมและแข็งแกร่ง







