
ยุทธศาสตร์สู่ AEC ตอนที่ 30กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ในเวียดนาม
เพิ่งกลับจากเวียดนามครับ หลังจากที่ไม่ได้ไปมาเป็นสิบปี ต้องยอมรับว่าเปลี่ยนไปมากจริงๆ ภาพแรกที่เห็นก็คืออาคารสูงมากมาย ถนนหนทางที่ดูดีขึ้นมาก และมอเตอร์ไซค์ที่ยังเต็มเมืองอยู่เหมือนเดิม แต่ที่ไม่เหมือนเดิมคือคนขับขี่มอเตอร์ไซค์ทุกคนสวมหมวกกันน็อกครับ
เพิ่งกลับจากเวียดนามครับ หลังจากที่ไม่ได้ไปมาเป็นสิบปี ต้องยอมรับว่าเปลี่ยนไปมากจริงๆ ภาพแรกที่เห็นก็คืออาคารสูงมากมาย ถนนหนทางที่ดูดีขึ้นมาก และมอเตอร์ไซค์ที่ยังเต็มเมืองอยู่เหมือนเดิม แต่ที่ไม่เหมือนเดิมคือคนขับขี่มอเตอร์ไซค์ทุกคนสวมหมวกกันน็อกครับ
ลองสอบถามคนที่นั่นดูว่าเป็นไปได้ยังไง เมืองไทยเรามีกฎหมายบังคับให้คนขี่มอเตอร์ไซค์สวมหมวกกันน็อกเหมือนกัน แต่ก็ยังมีคนที่ไม่สวมให้เห็นเต็มเมืองอยู่เลย คนไทยที่นั่นบอกว่าจริงๆ แล้วคนเวียดนามเป็นคนที่เชื่อฟังรัฐบาลและเคารพกฎหมายมาก เมื่อถึงวันที่รัฐบาลประกาศให้คนขับขี่มอเตอร์ไซค์สวมหมวกกันน็อก คนเวียดนามก็เริ่มสวมหมวกกันน็อกกันทั้งเมืองครับ คนไทยที่นั่นทีแรกก็ไม่เชื่อครับว่าคนเวียดนามจะเคารพกฎหมายจริงๆ วันแรกที่ประกาศให้สวมหมวกกันน็อค เขาก็ออกมาสังเกตการณ์ว่าคนเวียดนามจะสวมหมวกกันน็อคกันทุกคนจริงหรือเปล่า เพราะก่อนหน้านี้ไม่ค่อยสวมหมวกกันน็อคกันซักเท่าไหร่ ปรากฏว่าประทับใจครับ ทุกคนสวมหมวกกันน็อคกันหมด แม้จะเป็นชนบทที่ห่างจากโฮจิมินห์ออกไปสองสามชั่วโมง ผมก็ยังเห็นคนขี่มอเตอร์ไซค์เขาสวมหมวกกันน็อกกันครับ
อีกเรื่องที่บอกผมว่ากฎหมายเวียดนามนั้นศักดิ์สิทธิ์ก็คือการประกาศให้พ่อค้าแม่ค้าขายของเป็นเงินสกุลเวียดนาม คือเงินด่อง ก่อนหน้านี้ใครเคยมาเวียดนามคงรู้ดีว่าเราไม่จำเป็นต้องแลกเงินด่อง เพราะพ่อค้าแม่ค้ายินดีรับเงินตราต่างประเทศโดยเฉพาะดอลลาร์สหรัฐ ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะค่าเงินด่องผันผวนและอ่อนค่าง่ายมากๆ ร้านค้าต่างๆ เวลาติดป้ายราคาสินค้าก็จะมีทั้งราคาที่เป็นเงินด่อง เงินดอลลาร์ และอาจมีสกุลเงินอื่นๆ เงินบาทก็ใช้ได้ครับ
รัฐบาลเวียดนามจึงมีนโยบายให้ร้านค้าทุกร้านติดราคาสินค้าเป็นเงินด่องเพียงสกุลเงินเดียว ห้ามติดราคาสินค้าเป็นเงินสกุลต่างประเทศ ปรากฏว่าผมไปเวียดนามเที่ยวนี้ เดินไปซื้อของร้านไหนก็มีแต่ป้ายราคาเป็นเงินด่องทั้งนั้น ทดลองถามแม่ค้าว่าถ้าคิดเป็นเงินดอลลาร์คิดเท่าไหร่ แม่ค้าบอกให้ไปแลกเงินด่องมาก่อนทุกร้านเลยครับ
อีกเรื่องที่สะท้อนความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายเวียดนามคือการประกาศให้ธนาคารเลิกรับฝากทองคำ แต่เดิมคนเวียดนามนิยมเอาทองคำมาฝากธนาคารเพราะไม่มั่นใจค่าเงินด่อง ฝากเป็นทองค่าไม่ลดแถมได้ดอกเบี้ยอีกด้วย รัฐบาลเวียดนามประกาศปุ๊บ ธนาคารเลิกรับฝากปั๊บ ชาวบ้านต้องแห่มารับทองคำจากธนาคารหมดในทันที เล่นเอาร้านขายเซฟรวยขึ้นมาทันตาเลย
คนไทยในเวียดนามบอกผมเป็นเสียงเดียวกันเลยครับว่ากฎหมายในเวียดนามศักดิ์สิทธิ์มาก รัฐบาลประกาศอะไรประชาชนทำตามหมดทุกอย่าง คนไทยที่นั่นเลยอยู่และทำงานที่นั่นอย่างสบายใจและมั่นใจ แม้แต่เรื่องความปลอดภัยในชีวิต พวกเขาก็ยังบอกว่าอยู่ที่เวียดนามปลอดภัยกว่าอยู่ที่เมืองไทย เพราะกฎหมายที่นี่ห้ามคนมีปืน ถ้ามีปืนนี่ถึงประหารชีวิตเลยนะครับ พอคนไม่มีปืน โอกาสที่จะโดนลูกหลงจากขี้เมาและนักเรียนนักเลงก็ไม่มี พวกเขาบอกมาอยู่ในเวียดนามหลายปีไม่เคยได้ข่าวคนยิงกันตายในเวียดนามเลย
แม้เรื่องที่เมืองไทยทำไม่ได้ เช่น เรื่องลอตเตอรี่ขายเกินราคาที่เวียดนามขนาดแต่ละเมืองมีสิทธิออกลอตเตอรี่ของตัวเอง ออกรางวัลกันทุกอาทิตย์ เมืองใหญ่อย่างโฮจิมินห์ออกรางวัลอาทิตย์ละสองครั้ง ราคาลอตเตอรี่กำหนดไว้ใบละ 10,000 ด่อง คิดเป็นเงินไทยก็ 15 บาทเศษ แต่ละเมืองเขายังขายได้ตามราคาที่กำหนดไว้เลยครับ
ที่เขียนเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย เพราะผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นหัวใจของการพัฒนาประเทศครับ ประเทศที่เจริญแล้วทุกประเทศ การบังคับใช้กฎหมายเป็นเรื่องที่ต้องทำให้ได้ดีและมีประสิทธิภาพ
เวียดนามวันนี้เขามีกฎหมายที่ศักดิ์สิทธิ์กว่าและบังคับใช้กฎหมายได้ดีกว่าเมืองไทย เป็นเรื่องที่น่าอายก็จริง แต่เราต้องยอมรับและเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วนครับ







